เข็มสีน้ำเงิน “เข็มบอกเวลาที่ไร้กาลเวลา”

ารบอกเวลาของนาฬิกานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าหากมนุษย์เราไม่ได้คิดค้น “เข็มนาฬิกา” ขึ้นมา และจากความสงสัยของผมเองว่าทำไมนาฬิกาที่ราคาแพงจึงมีเข็มที่เป็น “สีน้ำเงิน” หรือ “เข็ม Blue Steel” อาจฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องที่ธรรมดาแต่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาและวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังชิ้นส่วนที่สำคัญชิ้นนี้มันไม่ธรรมดาเลย

คำขยายความ "Pocket watch" by Toshiyuki IMAI / CC BY-SA 2.0
[1] รูปนาฬิกาพก Seiko กับเข็มสีน้ำเงิน

ในช่วงเวลาที่มนุษย์เราได้สามารถสร้างกลไกที่แม่นยำได้ เราก็ได้เริ่มใช้เข็มในการบอกเวลา เริ่มแรกนาฬิกาจะมีเข็มเพียงเข็มเดียวในการกำหนดชั่วโมง จนกระทั่งปี ค.ศ. 1691 เมื่อช่างทำนาฬิกาชาวอังกฤษที่มีชื่อว่า Daniel Quare ได้เริ่มใช้สองเข็มเพื่อบอกทั้งชั่วโมงและนาทีบนแกนเดียวกัน นาฬิกาสมัยโบราณจะไม่มีกระจกคอยปิดหน้าปัด ด้วยเหตุผลนี้เข็มถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่และแข็งแรง เพราะวิธีเดียวในการปรับเวลาคือการใช้นิ้วดันเข็มให้หมุนไปตามต้องการ ความสวยงามของเข็มจึงถูกจำกัดด้วยวิธีการใช้งานดังกล่าว และด้วยกาลเวลาที่ผ่านไปเข็มนาฬิกาถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กและเบาลงกว่าเดิม จึงทำให้ดูสวยงามและมีการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น เช่น power reserve indicator ของนาฬิกาแบบไขลาน

"Image from page 529 of "20th century catalogue of supplies for watchmakers, jewelers and kindred trades" (1899)" by Internet Archive Book Images
[2] รูปวาดเข็มนาฬิกาลักษณะต่างๆ

เข็มนาฬิกาในปัจจุบันนั้นทำมาจากหลายวัสดุมากมาย และยังมีมากมายหลายสีให้เลือก เนื่องจากกรรมวิธีทางไฟฟ้าเคมีที่แม่นยำ ทำให้เราสามารถเคลือบผิวของโลหะได้อย่างสวยงามและไม่มีจุดบกพร่อง แต่สีน้ำเงินของเข็มนาฬิกาที่เรามักเรียกว่า “Blue Steel” นั้นจะมาจากกรรมวิธีที่แตกต่างออกไป โดยเข็มสีน้ำเงินที่เราเห็นนั้นจะทำจากเหล็กหรือเหล็กกล้าไร้สนิม โดยเข็มดังกล่าวจะถูกนำไปเผาที่อุณหภูมิสูงในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้เกิดชั้นออกไซต์ของเหล็กที่มีสีเงิน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สีออกมาเป็นสีน้ำเงินเพราะจะต้องใช้ความรู้ทางด้านโลหะศาสตร์เนื่องจากสีของพื้นผิวจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและเวลาที่ใช้ในเตาด้วย

ตารางสีของเหล็กตามอุณหภูมิ
[3] ตารางสีของเหล็กตามอุณหภูมิ LWQP ถ่ายจากโรงงานของ Mühle Glashütte

ทำไมสีถึงแตกต่างกัน?

สีที่แตกต่างกันมีผลเนื่องมาจากความหนาของชั้นออกไซด์ของเหล็ก ซึ่งจะหนาขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น และชั้นออกไซด์นี้สามารถให้แสงผ่านเข้าไปได้บางส่วน และแสงบางส่วนก็สะท้อนกลับ จึงทำให้เกิดการแทรกสอดของคลื่นขึ้น

การตกกระทบและสะท้อนของแสงบนชั้นออกไซด์ของเหล็ก
[4] การตกกระทบและสะท้อนของแสงบนชั้นออกไซด์ของเหล็ก

เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจผมจึงทำรูปภาพประกอบ [4] ขึ้นมาอธิบายทิศทางของแสงที่ตกกระทบบนชั้นออกไซด์ของเหล็ก แสงส่วนหนึ่งจะสะท้อนจากผิวของชั้นออกไซด์เลยได้แสงสะท้อนหมายเลข 1 และเนื่องจากชั้นออกไซด์ของเหล็กนั้นโปร่งใส จึงทำให้แสงบางส่วนนั้นหักเหลงไปกระทบชั้นเนื้อเหล็กที่ถูกชั้นออกไซด์ปกคลุมอยู่แล้วสะท้อนกลับขึ้นมา ได้แสงสะท้อนหมายเลข 2 (ดูตามรูป [4]) ด้วยเหตุการณ์นี้ทำให้แสงสะท้อนทั้งสองนั้นแทรกสอดกันตามกฎของธรรมชาติทำให้ได้ความยาวคลื่นใหม่ซึ่งแต่ละความยาวคลื่นจะมีสีที่แตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างของสีเปลี่ยนแปลงโดยตรงกับความหนาของออกไซด์นั่นเอง ดังนั้นเมื่อให้ความร้อนกับเหล็กที่อุณหภูมิสูงขึ้นความหนาของชั้นออกไซด์ก็จะสูงขึ้นตาม สีที่เราเห็นก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นหลายระดับขั้นตามรูปที่ [3] แต่สีที่ต้องการสำหรับทำเข็มหรือชิ้นส่วนนาฬิกาจะต้องการสีน้ำเงินที่ภาษาเยอรมันเรียกว่า “Kornblumenblau” หรือสีน้ำเงินของดอกข้าวโพด ซึ่งจะต้องใช้อุณหภูมิประมาณ 300ºC

วิธีการทำให้เข็มเป็นสีน้ำเงินสมัยนี้อาจจะง่ายเพราะเราสามารถกำหนดตัวแปรอุณหภูมิได้ค่อนข้างแน่นอน แต่ถ้าเป็นสมัยโบราณนั้น ช่างทำนาฬิกาจะค่อยๆเอาไฟเผาเข็มแล้วก็ค่อยๆดูสีด้วยตา เพราะถ้าอุณหภูมิสูงเกินไปก็ไม่สามารถนำสีน้ำเงินกลับคืนมาได้อีก หรือถ้าอุณหภูมิน้อยไปก็ไม่ได้สีที่กำหนด นอกจากนี้ระยะเวลาของการเผาเข็มก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความชำนาญในการทำ (ในวิดีโอนี้แสดงวิธีการทำน๊อตของชิ้นส่วนนาฬิกาให้เป็นสีน้ำเงินของนาฬิกายี่ห้อ Glashütte Original และทาง LWQP ได้ไปถ่ายทำถึงสถานที่จริง)

ในปัจจุบันนาฬิกามูลค่าสูงมากมายก็ยังนิยมใช้วิธีการทำสกรูและเข็มที่เป็นสีน้ำเงินด้วยวิธีคลาสสิก ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างน่าทึ่ง เช่น Breguet, Vacheron Constantin, Patek Philippe, Cartier, Girard-Perregaux, Blancpain, Jaeger-Le-Coultre, A. Lange & Söhne, Glashütte Original และอื่นๆอีกมากมาย
 จึงทำให้ “เข็มสีน้ำเงิน” จึงเป็นสัญลักษณ์ของความประณีตและแสดงความสวยงามแบบไร้กาลเวลา จึงเรียกได้ว่า “เข็มบอกเวลาที่ไร้กาลเวลา”

เครดิตภาพ

[1] “Pocket watch” โดย Toshiyuki IMAI / CC BY-SA 2.0
[2] “Image from page 529 of “20th century catalogue of supplies for watchmakers, jewelers and kindred trades” (1899)” โดย Internet Archive Book Images