รีวิว – นาฬิกา H. Moser & Cie. Pioneer Centre Seconds

LWQP ได้โอกาสไปเยี่ยมชมโรงงาน H. Moser & Cie. ที่ Neuhausen am Rhein, Schaffhausen ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้รับโอกาสพิเศษในการรีวิวนาฬิการุ่นล่าสุดที่มีชื่อรุ่นว่า “Pioneer Centre Seconds” ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ตุลาคม 2558 สำหรับนาฬิการุ่น Pioneer Centre Seconds เป็นนาฬิกาแนวสปอร์ตรุ่นบุกเบิกของ H. Moser & Cie. ที่อยู่ในคอลเลคชันใหม่ ที่แสดงจุดยืนบนแนวความคิดใหม่จากพื้นฐานและแนวคิดที่สืบทอดมาจากประวัติศาสตร์ของบริษัทอันยาวนาน ซึ่งทาง H. Moser ได้บอกว่าผมได้เป็นคนไทยคนแรกในโลกที่ได้สัมผัสนาฬิการุ่น Pioneer ตัวเสร็จสมบูรณ์ เป็นสิ่งที่ทำให้ทีมงาน LWQP ภูมิใจนำเสนอเป็นอย่างยิ่ง

นาฬิการุ่น Pioneer Centre Seconds
รูปที่ 1 – นาฬิการุ่น Pioneer Centre Seconds

พื้นฐานประวัติศาสตร์

คำว่า “Pioneer” แปลเป็นภาษาไทยว่า “นักบุกเบิก” ที่มีความเชื่อมโยงกับนาย Heinrich Moser (1805 – 1874) ผู้ก่อตั้ง H. Moser & Cie. ที่เป็นบิดาแห่งการบุกเบิกอุตสาหกรรมในชาฟฟ์เฮาเซิน (เยอรมัน: Schaffhausen) เมืองทางตอนเหนือของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในปี ค.ศ. 1848 นาย Heinrich Moser กลับมาบ้านเกิดจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (eng: Saint Petersburg; rus: Санкт-Петербу́рг) พร้อมความสำเร็จทางด้านธุรกิจ และมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาชาฟฟ์เฮาเซินบ้านเกิดให้เจริญขึ้น โดยเขาเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขื่อน Heinrich Moser (รูปที่ 3 และ 4) นำพลังงานน้ำจากเขื่อนมาขับกังหันเพื่อส่งพลังงานกลไปยังโรงงานต่างๆภายในชาฟฟ์เฮาเซิน ในสมัยนั้นปั่นการไฟฟ้าจากพลังงานน้ำนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักและอาจจะมีต้นทุนที่สูงอยู่ (เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ในยุคแรก) และเครื่องจักรไอน้ำจะต้องมีการใช้ถ่านหินและการขนส่งถ่านหินไปที่สวิตเซอร์แลนด์นั้นยังลำบากอยู่ ดังนั้นการใช้พลังงานน้ำจากเขื่อนจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะสร้างแรงกลเพื่อขับเครื่องมือต่างๆสำหรับงานอุตสาหกรรม ถ้าเราดูในแบบของเขื่อนชาฟฟ์เฮาเซิน (รูปที่ 3) จุด A คือกังหันน้ำที่จะหมุนด้วยกระแสน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อน และจะส่งกำลังต่อเข้าไปในพื้นที่อุตสาหกรรมต่างๆด้วยสายพาน จุด B, C, D, E เช่นเดียวกับสายไฟฟ้าที่ส่งไฟฟ้าเข้าไปตามบ้านในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ชาญฉลาดและเปลี่ยนให้ชาฟฟ์เฮาเซินเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา (เขื่อนนี้ใช้เวลาสามฤดูหนาวหรือประมาณสามปีในการสร้าง)

เขื่อน Heinrich Moser พร้อมกับชุดส่งกำลังด้วยสายพาน จากปี ค.ศ. 1869
รูปที่ 3 – เขื่อน Heinrich Moser พร้อมกับชุดส่งกำลังด้วยสายพาน จากปี ค.ศ. 1869

 

เขื่อนของชาฟฟ์เฮาเซินและแบบของการชุดการส่งกำลังด้วยสายพานไปยังนิคมอุตสาหกรรม
รูปที่ 4 – แบบเขื่อน Heinrich Moser และแบบของการชุดการส่งกำลังด้วยสายพานไปในเมือง

ด้วยความเป็น “ผู้บุกเบิก” แห่งอุตสาหกรรมในอดีต คำว่า “Pioneer” จึงเป็นชื่อที่เหมาะสมสำหรับนาฬิกาแนวสปอร์ตรุ่นนี้ เพราะแสดงแนวคิดใหม่ และแสดงจุดยืนจากรากประวัติศาสตร์ของ H. Moser & Cie.

รีวิวนาฬิกา

จากแนวคิดของความเป็น “ผู้บุกเบิก” ทำให้ Eduoard Meylan (CEO ของ H. Moser & Cie.) และครอบครัว Meylan ได้เริ่มลงทุนในการวิจัยและพัฒนานาฬิกา Pioneer Centre Seconds โดยใช้เวลากว่าสามปีในการวิจัย ออกแบบ และพัฒนา จนเป็นนาฬิกาแนวสปอร์ตของ H. Moser & Cie. เพื่อนำเสนอแนวความคิดใหม่ในตลาดของนาฬิกาแนวสปอร์ต

สัมผัสแรกกับนาฬิกา Pioneer Centre Seconds
รูปที่ 5 – สัมผัสแรกกับนาฬิกา Pioneer Centre Seconds

 

ชัดๆกับหน้าปัดแบบ argenté
รูปที่ 6 – ชัดๆกับหน้าปัดแบบ argenté

นาฬิการุ่น Pioneer Centre Seconds นั้นมาพร้อมกับสายยาง ซึ่งแหวกแนวจากรุ่นอื่นที่ใช้สายหนังจระเข้ ตัวเรือนขนาด 42.8 มิลลิเมตร ถูกออกแบบแบบ “modular design” ที่เป็นการประกอบเข้าด้วยกันของชิ้นส่วนหลายชิ้นจากวัสดุสองชนิด คือไทเทเนียมที่มีการเคลือบผิวแบบ DLC (Diamond Like Carbon) กับ Red Gold วัสดุทั้งสองเป็นตัวแทนของความทันสมัยและความคลาสสิก ทำให้ Pioneer Centre Seconds แสดงความคล่องแคล่วที่แสนสง่างามได้อย่างลงตัว สำหรับนาฬิกาที่ LWT ได้นำมารีวิวรุ่น Ref. 3230-0900 มีหน้าปัดแบบ argenté dial ใช้วัสดุ DLC-Titanium กับ Red Gold ซึ่งหน้าปัดแสดงออกมาได้เรียบง่ายตามแบบฉบับของ H. Moser & Cie. (สำหรับนาฬิกาสปอร์ตจะดูเรียบเกินไป) นอกจากหน้าปัดแบบ argenté แล้ว (รูปที่ 5) ยังมีอีกสองรุ่นของ Pioneer คือรุ่น Ref. 3230-0901 และ Ref. 3230-0902 จะเป็นหน้าปัดแบบ red-gold fumé และ ardoise fumé ตามลำดับ (Fumé เป็นหน้าปัดที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษของ H. Moser & Cie. ที่ทางบริษัทได้จ้างให้บริษัทนาฬิกาอันดับหนึ่งที่เรารู้จักกันเป็นผู้ผลิต LWT ขอบอกเพียงเท่านี้) นอกจากนั้นยังมีการแต้ม Superluminova® บนหลักบอกเวลาทั้งหมด 13 จุด เพิ่มความเป็นนาฬิกาสปอร์ตยิ่งขึ้น (ย้อนกลับไปดูได้ชัดๆที่รูปที่ 1)

ด้านข้างตัวเรือนเห็นการผสมผสานแบบ modular design ระหว่าง DLC-Titanium และ red gold
รูปที่ 7 – ด้านข้างตัวเรือนเห็นการผสมผสานแบบ modular design ระหว่าง DLC-Titanium และ Red Gold

 

รูปที่ 8 - เม็ดมะยมของ Pioneer Centre Seconds ที่เป็น DLC-Titanium
รูปที่ 8 – เม็ดมะยมของ Pioneer Centre Seconds ที่เป็น DLC-Titanium

 

Buckle ของ Pioneer Centre Seconds ที่ทำจาก DLC-Titanium และขัดด้วยเทคนิค satin
รูปที่ 9 – Buckle ของ Pioneer Centre Seconds ที่ทำจาก DLC-Titanium

สำหรับนาฬิการุ่นนี้ H. Moser & Cie. ได้ออกแบบและพัฒนาเครื่องนาฬิกาขึ้นลานอัตโนมัติ (eng: Automatic Movement) ใช้ชุด regulating organs (จักกรอก, balance spring และชุด escapement) ที่ถูกผลิตภายในบริษัท Precision Engineering AG ที่เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทในโลกที่สามารถผลิต Straumann Hairspring®  สูตรพิเศษที่เป็นการต่อยอดจากการคิดค้นที่ยิ่งใหญ่ของ Prof. Dr. h.c. Reinhard Straumann ผู้คิดค้นวัสดุ Nivarox ในปี ค.ศ. 1932

เรื่องน่าสนใจของ Nivarox และ Straumann Hairspring®

Nivarox มาจากภาษาเยอรมันที่ว่า “nicht variabel oxydfest” ที่แปลว่า “ไม่เปลี่ยนแปลงและทนต่อการเกิดออกไซด์” ซึ่ง Nivarox เป็นโลหะที่มีส่วนผสมระหว่าง เหล็ก (Fe), นิกเกิ้ล (Ni) และโครเมี่ยม (Cr) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีการหดขยายจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่น้อย เป็นผลให้ค่าสัมประสิทธิ์ของสปริงคงที่ Nivarox จึงถูกนำมาทำ Hairspring เพื่อลดความผิดพลาดของสัญญาณนาฬิกาภายใต้สภาพอุณหภูมิที่แตกต่าง ปัจจุบัน Nivarox เป็นของ Swatch Group และได้ใช้อย่างแพร่หลายในนาฬิกาภายในเครือจนถึงปัจจุบัน

ในปี ค.ศ. 2001 Dr. h.c. Thomas Straumann ซึ่งเป็นเหลนของ Prof. Dr. h.c. Reinhard Straumann นำความสำเร็จของปู่ทวดมาต่อยอด โดยก่อตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า Precision Engineering AG ขึ้น โดยนำความรู้ที่สะสมจากรุ่นสู่รุ่นมาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีที่นำสมัย จึงสามารถผลิต hairspring ที่มีความพิเศษกว่าใคร ภายใต้ชื่อทางการค้าว่า Straumann Spirale®, Spiral Straumann® และ Straumann Hairspring® 

ในปี ค.ศ. 2012 บริษัท Precision Engineering AG ได้ถูกรวมเข้าไปอยู่ใน Moser Watch Holding จึงทำให้บริษัท H. Moser & Cie. กับ Precision Engineering AG เป็นบริษัทพี่น้องในเครือเดียวกัน นอกจากการผลิตสปริงที่มีฟอร์มแบบ Breguet Curves (Overcoil) และ Flat Curves แล้ว Precision Engineering ยังเป็นผู้ผลิตเดียวที่สามารถผลิต Double Hairspring สำหรับกลไกชั้นสูงได้ (รูปที่ 10)

จักกรอกของ PEAG ที่มี Double Hairspring ภาพจาก -www.precision-engineering.ch
รูปที่ 10 – จักกรอกของ PEAG ที่มี Double Hairspring ภาพจาก -www.precision-engineering.ch

เครื่อง HMC 230 เป็น in-house movement แบบขึ้นลานอัตโนมัติ (automatic) สามารถสำรองพลังงานลานได้ 3 วัน สามารถกันน้ำได้ 120 เมตร และให้สัญญาณนาฬิกา 21,600 A/h (3 Hz) กลไกมีการขัดแต่งอย่างสวยงามและถ่ายทอด DNA ความเป็น H. Moser & Cie. อย่างเต็มรูปแบบ แต่ที่สังเกตุเห็นได้ชัดว่าคือ HMC 230 มีการใช้จักกรอก (eng: Balance Wheel) รุ่นใหม่ เปลี่ยนจากการใช้จักกรอกแบบมีสกรูถ่วงน้ำหนักแบบคลาสสิก (รูปที่ 10) มาใช้จักกรอกที่บางลงและมีสกรูถ่วงน้ำหนักแค่สี่ตัวเท่านั้น เพราะว่าเป็นนาฬิกาแนวสปอร์ตจึงต้องมีการลดการใช้สกรูถ่วงน้ำหนักเพื่อให้นาฬิกานี้ทนต่อสภาพการสั่นสะเทือนในการเล่นกีฬาได้ดี เป็นสิ่งใหม่ของนาฬิกา H. Moser & Cie. ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

รูปที่ - HMC 230 ด้านหลัง ที่โชว์จักกรอกแบบสปอร์ตที่ H. Moser & Cie. ไม่เคยใช้มาก่อน
รูปที่ 11 – HMC 230 ด้านหลัง ที่โชว์จักกรอกแบบสปอร์ตที่ H. Moser & Cie. ไม่เคยใช้มาก่อน

สรุป

นาฬิกา H. Moser & Cie. รุ่น Pioneer Centre Seconds เป็นนาฬิกาสปอร์ตรุ่นบุกเบิก ที่ผสมผสานความดุดัน เรียบง่าย และสง่างามตามสไตล์ H. Moser & Cie. ได้ดี พร้อมกับประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและความสวยงามที่เรียบง่าย กลไกถูกขัดและตกแต่งโดยใส่ DNA ของ H. Moser & Cie. อย่างเต็มรูปแบบเพื่อยืนยันคุณภาพของนาฬิกาสวิสที่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง เรือนนี้อาจจะไม่ได้ถูกใจคนชอบ dress watch นัก หรืออาจจะดูเรียบเกินไปสำหรับนาฬิกาแนวสปอร์ต แต่ LWQP เชื่อว่าความกล้าที่จะ “บุกเบิก” ของ H. Moser & Cie. จะสร้างเส้นทางเล็กๆที่เรียกว่า “โอกาส” เพื่อให้ H. Moser & Cie. เติบโตบนพื้นฐานที่แข็งแรงได้ต่อไปในอนาค

ที่มาของข้อมูล

  1. จากนักประวัติศาสตร์ คุณ Mandy Ranneberg จาก Heinrich und Henri Moser Stiftung
    Moser Familienmuseum Charlottenfels
  2. บริษัท H. Moser & Cie.
  3. บริษัท Precision Engineering AG
  4. www.h-moser.com
  5. www.precision-engineering.ch