รีวิว – นาฬิกา Omega Seamaster 300 “SPECTRE”

LWQP ได้จับกระแสของ “เจมส์ บอนด์” สายลับหนุ่มเมืองผู้ดีผู้มีรหัสประจำตัว 007 มานำเสนอในช่วงภาพยนตร์เรื่อง SPECTRE เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงตัวความผูกพันธ์ระหว่าง Omega กับสายลับ

เป็นเวลามากกว่า 50 ปี ที่ เจมส์ บอนด์ ได้ออกมาโลดแล่นในจอเงินพร้อมกับสร้างฐานแฟนคลับอย่างเหนียวแน่น นอกจากความเก่งกาจแล้ว ด้านการแต่งตัว ไลฟ์สไตล์ และที่ขาดไม่ได้คือ “นาฬิกา Omega ที่อยู่บนข้อมือ” ของ 007 ที่เป็นเครื่องมือพิเศษที่คอยช่วยเหลือเขาในยามคับขันได้เสมอ เป็นทั้งตัวจุดชนวน ระเบิดขนาดเล็ก ไฟส่องสว่าง หรือแม้กระทั่งยิงเลเซอร์ได้

James Bond (แสดงโดย Daniel Craig) จากภาพยนตร์เรื่อง SPECTRE | © Omega
James Bond (แสดงโดย Daniel Craig) จากภาพยนตร์เรื่อง SPECTRE | © Omega

แม้ว่าจุดเริ่มต้นของนาฬิกาข้อมือเจมส์ บอนด์ จะไม่ใช่นาฬิกา Omega แต่เป็นนาฬิกา Rolex ที่ผุ้เขียนได้กำหนดไว้ ในบทความนี้ LWQP ได้นำนาฬิกา Omega รุ่น Seamaster 300M “SPECTRE” สำหรับภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ภาคล่าสุดที่จะเข้าโรงวันที่ 6 พฤษจิกายน 2558 มาให้ผู้อ่านได้สัมผัสทุกมิติของนาฬิกา Omega รุ่นนี้กันครับ

ทำไมต้อง Omega?

ผู้แต่ง เอียน เฟลมมิ่ง (Ian Flemming) ได้สร้างตัวละครสายลับที่มีชื่อว่า เจมส์ บอนด์ ในปี ค.ศ. 1953 ซึ่งโดย เจมส์ บอนด์ เป็นหนุ่มนาวาโทสังกัดกองกำลังพลสำรองแห่งกองทัพเรืออังกฤษ ที่มาเป็นสายลับให้กับ Secret Intelligence Service (SIS) หรือ MI6 (Military Intelligence, Section 6) และมีรหัสประจำตัวคือ 007 ซึ่งตามผู้เขียน “นาฬิกา“ ของเจมส์บอนด์จะต้องเป็นนาฬิกา Rolex 1016 Explorer ตามที่เฟลมมิ่งใส่อยู่บนข้อมือของเขา

ไทม์ไลน์นาฬิกา Omega ของ James Bond ในภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ | © Omega
ไทม์ไลน์นาฬิกา Omega ของ James Bond ในภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ | © Omega

ลินดี้ เฮมมิ่ง (Lindy Hemming) นักออกแบบเครื่องแต่งกายที่มีรางวัลออสการ์เป็นประกัน คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของนาฬิกาพยัคฆ์ร้าย ลินดี้ได้กล่าวว่า

I was convinced that Commander Bond, a naval man, a diver and a discreet gentleman of the world would wear the Seamaster with the blue dial.

แปลได้ว่า “ฉันเชื่อว่านาวาโทบอนด์, นาวิกโยธินนัก, ทำลายใต้น้ำ และสุภาพบุรุษแสนสุขุมรอบคอบ ควรจะต้องใส่ Seamaster ที่มีหน้าปัดสีฟ้า” ด้วยเหตุผลนี้ Omega จึงเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของสุดยอดจารชนตั้งแต่ภาค GoldenEye ในปี ค.ศ. 1995 ที่มี เพียร์ซ บรอสแนน (Pierce Brosnan) ในบท เจมส์ บอนด์ พร้อมนาฬิกา Omega Seamaster Diver 300M ถึงปัจจุบัน

Seamaster 300 SPECTRE

น่าเสียดายที่ทาง Rolex ไม่ได้ร่วมมือกับทางหนังสายลับที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาลซีรีส์นี้ แต่ก็เป็นเรื่องดีที่ได้ Omega เข้ามานั่งแท่นเป็นผู้สนับสนุนถึงเรือนเวลาที่คงทั้งความดุดันและเยือกเย็นภายในเรือน ๆ เดียวกัน ปีนี้เป็นอีกครั้งที่มีภาคต่อของ 007 เข้าโรงให้ชมกันในชื่อ “SPECTRE” ซึ่งทาง Omega เองก็ได้เปิดตัวนาฬิกามาในชื่อรุ่น Omega Seamaster 300 SPECTRE เช่นเดียวกับชื่อหนังโดยผลิตในจำนวนจำกัด 7,007 เรือนทั่วโลก

Omega Seamaster 300 SPECTRE | © Ukrit Vanagosoom
Omega Seamaster 300 SPECTRE | © Ukrit Vanagosoom

จำนวนตัวเลขการผลิตนั้นดูเหมือนจะเยอะ แต่ทว่าเมื่อนับรวมทั้งเหล่านักสะสมเข้ากับแฟนหนังแล้ว จำนวนขนาดนี้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการที่สูงปรี๊ด จนแม้แต่ทาง LWQP ยังเกือบจะไม่ทันได้จับจอง โดยปกตินาฬิกาที่เป็น limited edition เกี่ยวกับ เจมส์ บอนด์ ทุกรุ่นนั้นผลิตออกมาจะต้องลงท้ายด้วย 007 เสมอเพื่อให้สอดคล้องกับรหัสของสายลับขวัญใจของเรานั่นเอง ตรงนี้เป็นจุดที่ Omega ยังคงรักษาธรรมเนียมไว้เสมอเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (หลายคนอาจจะไม่ทราบ ตามจักรวาลของนิยายเรื่องนี้ ผู้ที่มีรหัสนำหน้าด้วย 00 จะแปลได้ว่า “อนุญาตให้สังหารเป้าหมายได้” นั่นเอง)

Omega Seamaster 300 SPECTRE | © Ukrit Vanagosoom
Omega Seamaster 300 SPECTRE | © Ukrit Vanagosoom

ทาง LWQP สะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็นถึงความ Vintage ที่แบรนด์ตั้งใจจะย้อนยุคให้เข้ากับหนุ่มบอนด์ตามเนื้อเรื่องของภาพยนต์ที่ทำให้ 007 กลับมาย้อนนับ 1 ใหม่ตั้งแต่ภาค Casino Royale สายนาโต้ (อังกฤษ: NATO Strap) ที่แถมให้มาเป็นสีดำสลับกับเทา ล้อกับสายไนล่อนที่ ฌอน คอนเนอรี่ (Sean Connery) สวมใส่ในภาพยนต์ Dr.NO (1964)

Omega Seamaster 300 SPECTRE | © Ukrit Vanagosoom
Omega Seamaster 300 SPECTRE | © Ukrit Vanagosoom

แต่ถ้าหากอยากเปลี่ยนสไตล์ให้ดูเคร่งขรึมมากขึ้นก็ทำได้ไม่ยาก ทาง Omega SPECTRE ได้แถมสายโลหะขนาด 21 มม. สลัก  007 ที่หัวสายมาให้อีก 1 เส้นพร้อมไขควงเปลี่ยนสายในกล่องอย่างครบครัน โดยตรงนี้ Omega ฉลาดเลือกที่จะใช้สายโลหะขัดด้านเพื่อลบความรู้สึกหรูหราที่ติดมาตั้งแต่ยุค เพียร์ซ บรอสแนน ให้น้อยลง เน้นความรู้สึกของนาฬิกาสำหรับเจ้าหน้าที่ MI6 ภาคสนามให้มากขึ้น ตามบุคลิกของ 007 คนปัจจุบันที่จะเป็น เจมส์ บอนด์ แบบโลกสีเทาหม่นจนเกือบดำสนิท

Omega Seamaster 300 SPECTRE | © Ukrit Vanagosoom
Omega Seamaster 300 SPECTRE | © Ukrit Vanagosoom

จุดที่เป็นจุดเด่นและน่าจะมีการพูดถึงกันมากที่สุดนั้นคือเข็มวินาทีที่มีหัวกลมแบบลูกกวาดหรือ “Lollipop Hand” ซึ่ง LWQP เคยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องของเข็มวินาทีไว้ ซึ่งในบทความได้บอกถึงความสำคัญของหางของเข็มวินาที เพราะเข็มวินาทีนั้นจะต้องมีความสมดุลที่สุดเนื่องจากแรงบิดที่น้อยของกลไกที่ส่งถึงเข็มวินาที แต่ลักษณะของเข็มทรงอมยิ้มแบบนี้ทำให้ LWQP นั้นต้องยอมรับถึงความ “ใจถึง” ของ Omega ที่สามารถออกแบบให้เข็มวินาทีมีหัวใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าทาง Omega ไม่ได้ออกแบบผิด เพียงแต่เป็นการใช้เทคนิคออกแบบการถ่วงน้ำหนักที่ทำให้เข็มวินาทีดู “ค้านสายตา” แต่จุดนี้กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ SPECTRE Limited Edition ต่างจากนาฬิกาสายลับที่ Omega เคยผลิตมาทั้งหมด

Omega Seamaster 300 SPECTRE | © Ukrit Vanagosoom
Omega Seamaster 300 SPECTRE | © Ukrit Vanagosoom

รูปทรงเรือนเวลา SPECTRE นั้นก็เลือกที่จะนำ DNA ของ Seamaster ในช่วงยุค 50 – 70s มาใช้เพื่อดึงความเป็นตัวตนของบอนด์ออกมาจนถึงหยดสุดท้าย นับว่าเป็นการทำตามนิยายต้นฉบับอย่างหนึ่ง สังเกตได้ง่าย ๆ ซึ่งตั้งแต่หนุ่ม Daniel Craig มารับบทบาทนั้นเราจะสังเกตได้ทันทีว่าบุคลิกของหนุ่มบอนด์เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด จากยุคเน้นอุปกรณ์ไฮเทคของที่ไม่เหมือนกับตัวตนของ 007 ในนิยายที่บอนด์เคยเป็นทหารเรือราชนาวีเก่า มาเป็นยุคที่ซัดกันด้วยมือเท้าเข่าศอก ดังนั้นการที่ Omega SPECTRE เลือกโมเดล Vintage และเน้นความดิบมากขึ้นนั้น ทาง LWQP จึงนับว่าเป็นการเคารพตัวตนของบอนด์อย่างแท้จริง

Omega Seamaster 300 SPECTRE | © Ukrit Vanagosoom
Omega Seamaster 300 SPECTRE | © Ukrit Vanagosoom

หน้าปัดขนาด 41 มิลลิเมตรใช้สีดำล้วน แหวกแนวจากหน้าลายลูกคลื่นแบบที่ 007 เคยใส่มาทั้งหมด  ตัวอักษร Seamaster ใต้ชื่อแบรนด์ใช้สีทองหลีกหนีความจำเจของสีแดงในรุ่นก่อน ๆ พรายน้ำ Super-LumiNova® ใช้สีน้ำตาล Vintage ซึ่งจะส่องสว่างให้สีน้ำเงินเยือกเย็นในยามที่ไม่มีแสงสว่างใด ๆ เหลือ เข็มชั่วโมงและเข็มนาทีทรงลูกศร (Arrow) ฉาบโรเดียม (Rhodium) เพื่อให้เล่นกับแสงไฟก็ถูกแต้มด้วยพรายน้ำเช่นเดียวกัน เม็ดมะยมสลักตรา Ω ตามมาตรฐานของแบรนด์ สามารถกันน้ำได้ลึก 300 เมตร (1000 ft) ด้านหลังนั้นจะเปลือยเปล่าเพื่อโชว์กลไกสุดพิเศษ Omega 8400 ที่เป็นกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ ที่ใช้ Co-Axial Escapement ตามมาตรฐาน Omega ตัวเครื่องสามารถทนสนามแม่เหล็กได้ถึง 15,000 Gauss (มากกว่าแม่เหล็กติดตู้เย็น 1,500 เท่า) ซึ่งเครื่องนาฬิกาของ Omega รุ่นใหม่ที่ทนสนามแม่เหล็กได้นั้น ไม่ต้องอาศัยหลักการกรงของฟาราเดย์ (อังกฤษ: Faraday Cage) ในการหลบสนามแม่เหล็กเหมือนกับ Rolex Milgauss ที่ต้องมีโลหะครอบตัวเครื่องทั้งหมด

โดยสรุปแล้ว นาฬิกา SPECTRE นั้นเป็นอะไรที่แฟนของ เจมส์ บอนด์, Omega หรือแม้แต่ผู้ที่ยังไม่เคยสัมผัสของเสน่ห์ของเรือนเวลาไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นอกจากเรื่องของภาพยนตร์แล้ว เทคโนโลยีที่คอยขับเคลื่อนนาฬิกาสายลับก็วิเศษไม่แพ้กันเลย ทั้งเอาใจใส่ พิถีพิถัน ที่สำคัญนี่ยังเป็นครั้งแรกอีกด้วยที่สายลับ 007 ใส่นาฬิการุ่นเดียวกันนี้ในการเข้าฉากด้วย ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลย (ปกติบอนด์จะใส่รุ่นปกติแสดง) งานนี้ LWQP บอกได้คำเดียวครับว่า “ห้ามพลาด”

ถ้าผู้อ่านชื่นชอบบทความและรีวิวของ LWQP ต้องห้ามลืมที่จะเพิ่ม @LWQP เป็นเพื่อนใน LINE (อย่าลืม @ หน้าชื่อ) เพราะเราจะอัพเดทข้อมูลใหม่บน LINE ส่งตรงถึงมือผู้อ่านอย่างทันเหตุการณ์