จับกระแส – Master Chronometer ของนาฬิกา Omega

“ความเที่ยงตรง” เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของนาฬิกา ถึงแม้จะมีความสวยงามประณีตขนาดไหนแต่ไม่สามารถบอกเวลาได้แม่นยำ ก็เป็นนาฬิกาที่ไร้ความหมาย

ความเที่ยงตรงคืออะไร?

เนื่องด้วย “ความเที่ยงตรง” เป็นสิ่งที่ตีความได้ค่อนข้างจะยาก เช่นนาฬิกาของ Mühle-Glashütte ได้มีการปรับเครื่องนาฬิกาให้มีการคลาดเคลื่อนได้ -0 / +10 วินาทีต่อวัน เพราะการตีความของ Mühle นั้นได้บอกว่า

การที่เวลาเดินเร็วมีผลกระทบต่อชีวิตน้อยกว่าเวลาเดินช้า นาฬิกาของ Mühle-Glashütte ที่ไม่ได้ผ่านการทดสอบระดับโครโนมิเตอร์ (Chronometer Certified) จะถูกตั้งให้เดินเร็วไปได้เท่านั้น

เนื่องจากการตีความที่หลากหลาย ดังนั้นจึงมีการวัดมาตรฐานความเที่ยงตรงที่ได้รับการยอมรับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 คือ ความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ของ COSC (french: Contrôle Officiel Suisse des Chronomètres) ที่จะมีการจำกัดความเที่ยงตรงตาม ISO 3159 (ถ้าเป็นกลุ่ม Glashütte จะใช้ DIN 8319 ซึ่งเหมือนกับ ISO 3159 ทุกประการ) เช่น การคลาดเคลื่อนของเครื่องนาฬิกาอยู่ที่ -4 / +6 วินาทีต่อวัน นาฬิกาที่ได้ผ่านการทดสอบของ COSC จะสามารถใช้คำว่า “Chronometer” บนหน้าปัดนาฬิกาเพื่อยืนยันและสร้างความเชื่อถือให้กับผู้สวมใส่ได้

Master Chronometer ของ OMEGA และ METAS


OMEGA ได้ร่วมมือกันกับสถาบัน METAS (Swiss Federal Institute of Metrology) เพื่อจะสร้างมาตรฐานใหม่ของ “ความเที่ยงตรง” ซึ่งได้มีการสร้างห้องทดสอบในนาฬิกา Omega เพื่อทดสอบความเที่ยงตรงที่มีชื่อว่า “Master Chronometer” สำหรับนาฬิการุ่น OMEGA Globmaster โดยจะมีการทดสอบแปดกระบวนการที่เข้มงวด

OMEGA Globmaster ที่ได้รับ Master Chronometer
นาฬิกา Omega Globmaster ที่ได้รับ Master Chronometer

[กระบวนการทดสอบ Master Chronometer]

  1. AVERAGE DAILY PRECISION OF THE WATCH
    การทดสอบนี้จะใช้เวลาทั้งหมดสี่วัน ซึ่งจะเป็นการทดสอบนาฬิกาในตำแหน่งต่างๆที่อุณหภูมิร้อนเย็นแตกต่างกัน หลังจากนั้นก็นำเข้าไปทดสอบภายในสนามแม่เหล็ก โดยใช้แม่เหล็กถาวร 15,000 Gauss (มากกว่าแม่เหล็กตู้เย็นกว่า 1,500 เท่า) หลังจากนั้นจะถูก demagnetize หรือว่าขจัดความเป็นแม่เหล็กออก แล้วจึงนำมาทดสอบอีกครั้ง
  2. FUNCTION OF COSC-APPROVED MOVEMENT DURING EXPOSURE TO 15,000 GAUSS MAGNETIC FIELD
    ทดสอบความแม่นยำของเครื่องนาฬิกา โดยการวัดความถี่ด้วยไมโครโฟน ภายใต้สภาวะแม่เหล็ก 15,000 Gauss
  3. FUNCTION OF WATCH DURING EXPOSURE TO 15,000 GAUSS MAGNETIC FIELD
    ตรวจสอบฟังก์ชั่นต่างๆภายใต้สนามแม่เหล็ก 15,000 Gauss
  4. DEVIATION OF DAILY PRECISION AFTER EXPOSURE TO 15,000 GAUSS MAGNETIC FIELD
    ทดสอบคุณภาพความเที่ยงตรงของกลไกก่อนและหลังพบกับสนามแม่เหล็ก 15,000 Gauss
  5. WATER RESISTANCE
    ทดสอบการกันน้ำ
  6. POWER RESERVE
    ทดสอบการสำรองพลังงานลาน โดยการถ่ายรูปเวลาตอนลานเต็ม กับถ่ายรูปตอนหมดลาน แล้วนำมาเทียบกัน
  7. DEVIATION OF RATE BETWEEN 100% AND 33% OF POWER RESERVE
    เช็คความแม่นยำหกตำแหน่งเมื่อลานเต็ม แล้วก็เช็คอีกทีเมื่อลานเหลือหนึ่งส่วนสามแล้วหาค่าความคลาดเคลื่อน เพื่อให้แน่ใจว่านาฬิกานั้นเที่ยงตรงจนหมดลาน
  8. DEVIATION OF RATE IN SIX POSITIONS
    เช็คความแม่นยำของกลไก 6 ตำแหน่ง
เปิดตัว OMEGA Master Chronometer อย่างเป็นทางการ Stephen Urquhart, President of OMEGA (คนซ้าย), Dr Christian Bock, Director of METAS (คนกลาง) และ Nick Hayek, CEO of Swatch Group (คนขวา)
เปิดตัว OMEGA Master Chronometer อย่างเป็นทางการ Stephen Urquhart, President of OMEGA (คนซ้าย), Dr Christian Bock, Director of METAS (คนกลาง) และ Nick Hayek, CEO of Swatch Group (คนขวา)

สรุป

เป็นการทดสอบคุณภาพที่เป็นการต่อยอกจากการทดสอบโครโนมิเตอร์ โดยจะเน้นไปในเรื่องของแม่เหล็กเป็นหลัก โดย LWT คิดว่าแบรนด์ Omega ทำการโฆษณาได้มาอย่างดีเยี่ยมเสมอ แต่เรื่องการพัฒนาในเรื่องการทดสอบนั้นนาฬิกายี่ห้ออื่นก็ทำกันออกมาให้เห็นอยู่มาก เช่น

  • Patek Philippe Seal
  • The 1000 hours control ของ Jaeger-LeCoultre
  • Rolex Exclusive Rolex Superlative Chronometer ที่อยู่ในกลไกร Calibre 3255 (Rolex Day-Date)
  • การทดสอบเครื่องนาฬิกาของ H. Moser & Cie. ภายใต้สภาวะไร้น้ำหนัก – บทความของ LWT

การทดสอบเหล่านี้เป็นการต่อยอดจากการวัดความแม่นยำของกลไกที่มีอยู่แล้ว ซึ่งล้วนแต่เป็นการแข่งขันเพื่อที่จะก้าวไปเป็นผู้นำแห่งเทคโนโลยี แม้ OMEGA จะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในวงการนาฬิกาอย่างยิ่งใหญ่ แต่สามารถ “ตีความ” ออกมาได้เยี่ยมยอดจริงๆ

รวบรวมข้อมูลจาก OMEGA และ COSC