รีวิว – Blancpain Villeret Shakudō

Blancpain ถือว่าเป็นบริษัทนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จากจุดเริ่มต้นเมื่อ Jehan-Jacques Blancpain ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1735 ซึ่งถ้านับแล้วแบรนด์นี้มีอายุเก่าแก่ถึง 280 ปี ปัจจุบัน Blancpain เป็นหนึ่งในบริษัทแนวหน้าของ Swatch Group ที่สรรสร้างสุดยอดกลไกและศิลปะบนเรือนเวลา

Chef Joël Robuchon
[1] Chef Joël Robuchon

คุณ Alain Delamuraz (รองประธานบริษัท Blancpain)
[2] คุณ Alain Delamuraz (รองประธานบริษัท Blancpain)

สำหรับรีวิวนี้ LWQP ได้รับโอกาสพิเศษจากทาง Blancpain สำหรับกิจกรรมในภัตตาคาร L’Atelier de Joël Robuchon ที่ตึก MahaNakhon CUBE ในวันที่ 10 พฤษจิกายน 2558 เพื่อร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ของสุดยอดอาหารระดับมิชลินสตาร์ และสัมผัสสุดยอดแห่งเรือนเวลาของ Blancpain โอกาสดีๆแบบนี้ทาง LWQP ได้ถ่ายรูปนาฬิการุ่น Villeret Shakudō ตัวสั่งทำพิเศษที่อยู่บนข้อมือของคุณ Alain Delamuraz (รองประธานบริษัท Blancpain) มาศึกษาเพิ่มเติม และนำมารีวิวให้ผู้อ่านของ LWQP ได้สัมผัสถึง “คุณค่า” ของนาฬิกาข้อมือสุดพิเศษเรือนนี้

Shakudō คืออะไร ?

"edo_samurai_17" by madmrmox / CC BY 2.0
[3] ซามูไรญี่ปุ่น

ชาคูโด (Shakudō) หมายถึงโลหะที่มีส่วนผสมของทองแดงและทองคำในภาษาญี่ปุ่น มีอัตราส่วนทองแดงประมาณ 96–90% และ ทองคำ 4–10% ซึ่งจะเทียบได้กับ “ทองนาก” บนหัวเข็มขัดของคนไทยสมัยโบราณ เป็นโลหะที่มีจารึกในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นว่าเป็นวัสดุสำหรับการทำชิ้นส่วนตกแต่งของดาบคาตานะช่วงระหว่างใบมีดและ ซึบะ (Tsuba) หรือกั่นดาบ (อังกฤษ: Sword guard) ซึ่งเป็นงานแกะสลักและมีการเคลือบสี (อังกฤษ: patina) ของโลหะชาคูโด โดยจะชุบชาคูโดในสารละลายโรคูโช (Rokushō) ที่มีส่วนผสมหลักคือ Cu(CH3COO)2 หรือ Copper(II)Acetate แล้วทิ้งไว้เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างสารละลายโรคูโชกับชาคูโดจะได้  CuO หรือ Copper(II) oxide ที่เป็นชั้นออกไซด์ของทองแดงที่มีสีดำ เราเรียกกรรมวิธีเคลือบสีแบบนี้ว่า “passivation”

การทำ patina ของชาคูโดนั้นแบ่งเป็นสองประเภทคือ แบบร้อน และแบบเย็น ซึ่งแบบร้อนจะเป็นการใส่ความร้อนเพื่อให้ปฏิกิริยาระหว่างสาระละลายกับโลหะนั้นรวดเร็วขึ้น แต่สมัยโบราณชาวญี่ปุ่นจะใช้แปรงที่อาบโรคูโชทาลงบนพื้นผิวของชาคูโดแล้วทิ้งไว้ ซึ่งใช้เวลาทำปฏิกิริยานานกว่าการจุ่ม และอาจจะได้สีดำที่ไม่เท่ากันเพราะเนื่องจากความเข้มข้นของสารละลายแต่ละจุดไม่เท่ากัน

"Tsuba" by Rukia13 / CC BY-SA 2.0
[4] กั่นดาบซามูไร (tsuba) ที่มีสีดำเพราะใช้ชาคูโด

นอกจากการทำชิ้นส่วนตกแต่งของดาบซามูไรแล้วชาคูโดเป็นหนึ่งในโลหะสำหรับศิลปะของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “Mokume Gane” หรือการทำโลหะให้มีลวดลายเหมือนไม้ ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับการทำดาบดามัสกัส (Damascus knife หรือบางที่ก็เรียกว่า Damascene knife) การทำ Mokume Gane คือการนำทองแดงที่มีส่วนผสมที่ต่างกันหรือโลหะต่างชนิดมาซ้อนเรียง บีบอัด และนำไปเผาเพื่อทำให้รอยต่อแต่ละชั้นเชื่อมติดกันจากกระบวนการแพร่ (อังกฤษ: Diffusion welding, DFW) หลังจากนั้นนำโลหะที่ได้มาตีหรือบิดเพื่อขึ้นรูปและให้ได้ลวดลายที่เรียงสีสันกันเป็นระเบียบสวยงามเหมือนกับลายของไม้

แม้ว่าปัจจุบันความรู้ทางไฟฟ้าเคมีของเราจะก้าวหน้าไปมาก แต่กรรมวิธีการเคลือบดำของชาคูโดแบบดั้งเดิมนั้นยังแสดงถึงเป็นเอกลักษณ์และเป็นศิลปะที่น่าสนใจ การที่ Blancpain เลือกใช้ชาคูโดสำหรับหน้าปัดนาฬิกาข้อมือรุ่นนี้ถือว่าเป็นการ “เลือกสรร” ที่แปลกใหม่และน่าสนใจสำหรับวงการนาฬิกาเป็นอย่างมาก

"Mokume-gane rings" by MAURO CATEB / CC BY 2.0
[5] แหวน Mokume Gane ของ Mauro Cateb

Blancpain Villeret Shakudō

“ตื่นเต้น” คือความรู้สึกแรกที่ผมได้สัมผัสกับนาฬิกา Blancpain เรือนนี้ หน้าปัดประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วน ส่วนแรกคือพื้นหลังที่เป็นสีเขียวเข้ม ถ้ามองไกลๆจะเห็นเป็นสีดำซึ่งเป็นชาคูโดที่เคลือบ patina ดังที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น และเมื่อมองลึกเข้าไปในรายละเอียดจะสังเกตได้ว่าลายบนพื้นหลังจะมีลักษณะเป็นเส้นๆเหมือนกับการใช้แปรงปัดแบบหยาบๆ คาดว่า Blancpain น่าจะใช้กรรมวิธีเคลือบผิวของแบบดั้งเดิม โดยใช้แปรงปัดจุ่มสารละลายโรคูโชและนำมาทาลงบนพื้นผิวของชาคูโด เป็นการคงไว้ของประเพณีของญี่ปุ่นสุดคลาสสิค ส่วนที่สองคือชิ้นส่วนแกะสลักที่มีรูป “โขดหิน” และ “ปลา coelacanth” ที่ทำจากชาคูโดเช่นกัน แต่จะมีการใช้คุณสมบัติของชั้น patina เพื่อเน้นแสงและเงาของโขดหินและตัวปลา ซึ่งผมคาดว่าจะต้องค่อยๆใช้พู่กันแต้มสารละลายโรคูโชลงบนบริเวณส่วนของแสงและเงาเพื่อให้มีเฉดสีตั้งแต่ดำสนิทจนถึงสีของทองแดง ส่วนที่สามคือชิ้นส่วนของ “ปะการัง” เป็นการใช้ทองคำเพื่อสร้างรายละเอียดทำให้องค์ประกอบของหน้าปัดมีมิติที่สมบูรณ์

fish

fish_3

ตัวเรือนขนาด 45 มิลลิเมตรที่ทำจาก red gold ทำให้สีของหน้าปัดและตัวเรือนเข้ากัน และดูแข็งแรงเหมือนกับว่าตัวเรือนนาฬิกาและหน้าปัดเป็นโลหะชิ้นเดียวกัน เมื่อพลิกนาฬิกาจะมีการสลักชื่อแบรนด์และคำว่า “Piéce unique” เพื่อยืนยันว่านาฬิกาเรือนนี้เป็นนาฬิาที่สุดพิเศษไม่เหมือนใคร ใต้ฝาหลังแซฟไฟร์ (อังกฤษ: Sapphire) จะเห็นกลไกนาฬิกา Calibre 15B แบบขึ้นลานด้วยมือที่สำรองพลังงานลานได้ 40 ชั่วโมง มีการขัดแต่งชิ้นส่วนแบบเจนีวาสไตร์ป (Côtes de Genève หรือ Geneva Stripes) และลบเหลี่ยมคมของชิ้นส่วนเพิ่มความสวยงามให้กลไก ถ้ามองผ่านเฟืองต่างๆลงไปจะเห็นแท่นเครื่องที่ได้รับการขัดเป็นลายไข่มุก (ฝรั่งเศส: Perlée) ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการขัดแต่งสำหรับนาฬิกาชั้นสูงทั้งสิ้น

fish_2

fish_4

องค์ประกอบโดยรวมของนาฬิกาดูดีมาก ทั้งตัวเรือน สายหนัง บัคเคิ้ล นั้นเปรียบเหมือนกรอบรูปที่เรียบง่ายแต่คอยสนับสนุนหน้าปัดให้เด่นชัดขึ้นมา ทำให้ผู้ใช้นั้นไม่หลงทางในการซึมซับรายละเอียดและความหมายของศิลปะที่ศิลปินแกะสลักต้องการจะสื่อถึง และก่อนจากลากับเจ้านาฬิกา Blancpain เรือนนี้ ผมก็นำนาฬิกามาวางบนโต๊ะครั้งสุดท้ายเพื่อขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเสียหน่อย

fish_7

สรุป

การที่ Blancpain นำหน้าปัดชาคูโดมาใช้เป็นหน้าต่างเพื่อแสดงเวลาของสุดยอดกลไกของตน เป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับวงการนาฬิกา เป็นงานศิลปะบนเรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร จึงไม่น่าแปลกใจที่นาฬิกาข้อมือรุ่น Villeret Shakudō – Ganesh ที่มีหน้าปัดชาคูโดที่สลักเป็นภาพของพระพิฆเณศซึ่งมีศีรษะเป็นช้างจะได้รางวัลชนะเลิศของการประกวดรายการ Grand Prix d’Horlogerie de Genève (ย่อ: GPHG) ในหมวด Artistic Crafts

สุดท้ายนี้ทาง LWQP ขอขอบคุณทาง The Swatch Group Trading (Thailand) Limited และภัตตาคาร L’Atelier de Joël Robuchon สำหรับกิจกรรมสุดพิเศษ และขอบคุณแบรนด์ Blancpain สำหรับนาฬิกาสุดพิเศษเรือนนี้ สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับนาฬิกา Blancpain และต้องการศึกษาเพิ่มเติมสามารถเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ www.blancpain.com ครับ

อ้างอิง

  1. หนังสือ Mokume Gane: Theorie und Praxis der japanischen Metallverbindungen โดย Steve Midgett
  2. ข้อมูลจากคุณ Christian Schnura จาก www.stahlundseide.de ผู้มีประสบการณ์การทำ patina บนชาคูโดและศิลปะ Mokume Gane
  3. หนังสือ Japanese Patinas โดย Eitoku Sugimori

เครดิตภาพ

[1] [2] Courtesy of Blancpain and The Swatch Group Trading (Thailand) Limited
[3] “edo_samurai_17” โดย madmrmox / CC BY 2.0
[4] “Tsuba” โดย Rukia13 / CC BY-SA 2.0
[5] “Mokume-gane rings” by MAURO CATEB / CC BY 2.0