รีวิว – Omega Dark Side of the Moon Vintage Black

Omega เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ “คุ้มค่า” กับราคา เมื่อเราพิจารณาตามแนวทางการรีวิวของ LWT เราจะพบว่า Omega เป็นนาฬิกาที่มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ที่ดี มีการสร้างเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมถึงการทำการตลาดที่ลงตัว เป็นนาฬิกาที่ “เที่ยงตรง” มีการใช้กลไกที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และมีความสวยงามเป็นของตนเอง ในบทความนี้ LWT ได้นำนาฬิการุ่นยอดฮิต Omega Speedmaster Moonwatch “Dark Side of the Moon” รุ่น Vintage Black มารีวิวเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศแห่ง “DARK SIDE” เมื่อ STAR WARS ได้ยึดครองช่วงเวลาของซานตาคลอสอย่างราบคราบด้วยภาพยนตร์เรื่อง The Force Awaken เป็นที่เรียบร้อย

เรื่องราวด้านลับแห่งจันทรา

ตั้งแต่บรรพกาล มนุษย์ชาติได้ใช้ประโยชน์จากสรรพสิ่งบนท้องฟ้า ทั้งการเดินเรือ วันสำคัญทางศาสนา ในอียีปต์โบราณเองก็ใช้ดวงจันทราในการคำนวณและคาดคะเนฤดูกาลจนได้มาเป็นปฏิทินจัทรคติ แต่ดวงจันทร์ยังคงเก็บซ่อนความลับไว้หนึ่งอย่างนานนับพันปี นั่นคือ “ดวงจันทร์หันแค่ด้านเดียวให้เสมอ” ด้านหลังของดวงจันทร์ที่ยังคงความพิสุทธิ์ถูกเรียกว่า “ด้านมืด” ไม่มีทางที่มนุษย์จะล่วงรู้ได้ว่าอะไรอยู่ข้างหลังนั่นจนกว่าจะพิชิตชั้นบรรยากาศ ปราการสุดท้ายที่กั้นความฝันกับความจริงไว้

ภาพถ่ายด้านหลังของดวงจันทร์ภาพแรกได้มากจากดาวเทียม Luna 3 ของโซเวียตในปี 1959 ช่วงที่การแข่งยุทธศาสตร์ STAR WARS กำลังเริ่มดุเดือด แต่ทำไมเราถึงเห็นดวงจันทร์เพียงด้านเดียว? อย่างแรก เราต้องคำนึงก่อนว่าระหว่างโลกกับดวงจันทร์นั้นมีแรงดึงดูดระหว่างกัน ซึ่งแรงโน้มถ่วงโลกส่งผลทำให้การหมุนรอบแกนตัวเองของดวงจันทร์ช้าลงจนพอดีกับอัตราการโคจรรอบโลกจนทำให้เราเห็นเพียงด้านเดียวเท่านั้น ส่วนที่จะบอกว่าดวงจันทร์มีด้านมืดก็ดูจะได้ไม่เต็มปากนักเพราะอีกด้านหนึ่งที่เรามองไม่เห็นก็ยังคงต้องแสงอาทิตย์อยู่เหมือนกัน เพียงแต่เรามองไม่เห็นเท่านั้น จึงมีการใช้ศัพท์ว่า “Far side of the Moon” แทน ทว่าการที่ Omega เอาชื่อ “Dark Side of the Moon” มาเเล่นก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคำว่า “Dark” เพิ่มความขลังได้มากพอสมควร

แรงบันดาลใจของซีรีส์ Dark Side of the Moon นั้นมาจากภารกิจของยานอวกาศ Apollo 8 ที่บรรทุกนักบินอวกาศ 3 รายคือ Frank Borman, James Lovell และ William Anders ไปโคจรรอบดวงจันทร์ 10 รอบ นักบินทั้ง 3 รายได้เป็นมนุษย์พวกแรกที่ได้เห็นว่าโลกมีทรงกลมจริง ๆ จากอีกด้านของจันทรา

เครดิตภาพ - NASA
เครดิตภาพ – NASA
ลูกเรือ Apollo 8: Frank Borman, William Anders และ James Lovell ตามลำดับ
ลูกเรือ Apollo 8: Frank Borman, William Anders และ James Lovell ตามลำดับ เครดิตภาพ – NASA

Dark Side of the Moon – Vintage Black

ผู้เขียนจำได้ว่าแทบจะได้ยินชื่อของนาฬิกา Omega มาตั้งแต่เล็ก โดยเฉพาะไลน์ Speedmaster ที่เป็นตำนานหรือภาคบังคับว่าอย่างน้อยคนรักนาฬิกาจะต้องมีหรือเคยสัมผัสมัน ข่าวการเปิดตัวของนาฬิกาในซีรีส์ Dark side of the Moon จึงเตะตาเตะหูให้เจ็บตัวตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน

mvw_1

อย่างแรกที่จะพูดถึงคงจะไม่ได้คือเรื่องของ หัวใจ ใช่ครับ หัวใจหรือกลไกด้านในนั่นเอง โลหิตของ Omega ซีรีส์นี้ถูกสูบฉีดด้วยขุมกำลังของ Calibre 9300 ซึ่งเป็นเครื่อง in-house มีความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ที่ได้รับการรับรองจาก COSC และขับเคลื่อนด้วยชุดเอสเคปเม้นต์แบบ Co-Axial (Co-Axial Escapement) ที่มีข้อดีกว่า swiss lever แบบมาตรฐานในเรื่องของแรงเสียดทานที่ลดลง จึงสามารถยืดอายุการใช้งานของชุดเอสเคปเม้นได้ยาวขึ้น ทำให้รอบการ service นาฬิกานั้นยาวขึ้น (จากธรรมดาทุกๆ 4-6 ปี เป็น 6-8 ปี)

 

เรื่องของซิลิคอน

นอกจากในเรื่องของกลไกคุณภาพแล้ว การเลือกใช้วัสดุที่น่าสนใจของ Calibre 9300 คือเรื่องของซิลิคอน (อังกฤษ: Silicon) ซึ่งธาตุซิลิคอนนั้นมีเลขอะตอมเท่ากับ 14 จึงมีการใช้สัญลักษณ์ Si14 เป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความก้าวหน้าของกลไกแห่งยุค เพราะซิลิคอนนั้นมีข้อดีที่เหนือกว่าการใช้สายใยหรือ hairspring จาก Nivarox ในเรื่องของการยืดหดตัวเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ซิลิคอนเป็นวัสดุ non magnetic ซึ่งไม่สามารถถูกเหนี่ยวนำได้จากสนามแม่เหล็ก ทำให้ความถี่ของจักกรอก (อังกฤษ: Balance wheel) มีความเที่ยงตรงในการให้จังหวะที่มากขึ้น

Nivarox ย่อมาจาก Nicht variable Oxydfest ของภาษาเยอรมัน หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Non-Variable Non-Oxidizing เป็นโลหะซึ่งจะมีส่วนผสมใกล้เคียงกับวัสดุ Invar 36 ซึ่งเป็นโลหะเหล็กที่มีส่วนผสมของนิกเกิลในเหล็กประมาณ 36% ตามน้ำหนัก เป็นวัสดุที่มีการขยายตัวต่ำกว่าเหล็กธรรมดาถึงสิบเท่าเมื่อเพิ่มอุณหภูมิถึง 400ºC และคุณสมบัติทางแม่เหล็กที่เป็น paramagnetic ที่สามารถถูกเหนี่ยวนำด้วยสนามแม่เหล็กได้ยาก (แต่ไม่ใช่ไม่ถูกเหนี่ยวนำไม่ได้) แต่วัสดุที่เป็น paramagnetic จะไม่เป็นแม่เหล็กถาวร โดยจะกลับมาสู่สภาวะปกติเมื่อไม่มีสนามแม่เหล็กรบกวน จึงทำให้เป็นโลหะสำหรับการทำสายใยนาฬิกาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดปัจจุบัน 
กลไก Calibre 9300 (ภาพจาก - http://watchbase.com/omega/caliber/9300)
กลไก Calibre 9300 เครดิตภาพ – Watchbase
นอกจากนี้ทาง Omega ได้ใส่ฟังก์ชั่น Chronograph แบบ Column Wheel ที่เป็นกลไกจับเวลาที่ทำได้ยากกว่าปกติเพราะตัว Column Wheel มีรูปแบบที่พิเศษ ที่ไม่ใช่เฟืองที่สามารถทำได้ด้วยเครื่องกลึงและเครื่องกัดเฟือง แต่ต้องใช้เครื่อง CNC ในการผลิตจึงใช้เวลาที่นานกว่าปกติ และชุดคลัทช์ของกลไกจับเวลาเป็นแบบ Vertical Clutch ที่จะเคลื่อนที่ในแนวเดียวกับแกนของนาฬิกาเมื่อกดจับเวลา ซึ่งปัจจุบันเป็นระบบคลัทช์ในกลไกจับเวลาที่มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมสูงที่สุด เมื่อกลไกจับเวลา Column Wheel ผนวกกับ Vertical Clutch ทำให้ความน่าสนใจของกลไกนั้นมีมากขึ้น และเหมาะสมกับระดับของนาฬิกาที่วางแบรนด์ไว้ ระบบสำรองพลังงานใช้เป็นกระปุกลานคู่ เพิ่มพลังงานศักย์ที่เก็บในสปริงลานให้สูงขึ้นเพื่อยืดเวลาออกไปได้สูงสุด 60 ชม. แต่งด้วยสกรูสีดำ (ที่ LWT คาดว่าจะถูกเคลือบชั้นสีด้วยกรรมวิธีการทางไฟฟ้าเคมี) แท่นเครื่องต่างๆของ Calibre 9300 ได้ถูกชุบโรเดียมซึ่งเป็นธาตุหายากตามฉบับนาฬิกาชั้นสูงและถมแดงตามร่องตัวอักษร กลไก Calibre 9300 จึงนับว่าเป็นหนึ่งในตองอูเช่นเดียวกันและพร้อมฟัดกับนาฬิกาของแบรนด์อื่น ๆ ในรุ่นเดียวกันได้อย่างสูสีหรือนำหน้าด้วยซ้ำ

ตัวเรือนจากเซรามิก

สำหรับเรือน dark side of the moon ได้ใช้ตัวเรือนและขอบหน้าปัดที่ทำจากเซรามิกทั้งหมด ทำให้ตัวเรือนมีความแข็งที่สูงและเป็นรอยได้ยาก แต่การจะผลิตตัวเรือนและชิ้นส่วนจากเซิรามิกเป็นเรื่องที่ท้าทายมากในการผลิตแบบเชิงอุตสาหกรรมเพราะการขึ้นรูปและขัดแต่งต่างๆต้องใช้เครื่องมือพิเศษกว่าการผลิตจากโลหะ แต่ know-how ภายใน swatch group ทำให้การออกแบบและพัฒนาตัวเรือนที่เป็น all-ceramics -ของ Omega นั้น “เป็นไปได้” โดยใช้กรรมวิธีที่เรียกว่า sintering ที่ทำให้ผงของเซรามิกนั้นแข็งตัวที่อุณหภูมิสูง แล้วนำมาเคลือบผิวด้วย plasma treatment เพื่อปิดรูพรุนของเซรามิกและมีพื้นผิวที่สวยงาม (ธรรมชาติของเซรามิกจะมีรูพรุน ซึ่งจะมีผลเสียในเรื่องของการเกาะของจุลชีพหรือแบคทีเรียต่างๆได้ ดังนั้นจะต้องมีการเคลือบเพื่อปิดพื้นผิวไม่ให้สามารถมีอะไรเข้าไปในรูพรุนนั้นได้ เช่นเดียวกับสุขภัณฑ์จากเซรามิกจะต้องได้รับการเคลือบแก้ว)

ตัวเรือนทำจากเซรามิกทั้งหมด
ตัวเรือนทำจากเซรามิกทั้งหมด
สัญลักษณ์ ZrO2 บ่งบอกว่าตัวเรือนทำจากเซรามิก
สัญลักษณ์ ZrO2 บ่งบอกว่าตัวเรือนทำจากเซรามิก

หน้าปัดสีดำขลับแต่งแต้มด้วยหลักชั่วโมงบรรจุพรายน้ำ Super-LumiNova สีน้ำตาล ให้อารมณ์วินเทจสมกับชื่อรุ่นโดยไม่ต้องรอให้พรายน้ำ fade นาน 20 ปีให้สีเหลือง ๆ แต่อย่างใด ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาบนสัญลักษณ์ Omega จะสังเกตุได้ว่ามีจุดอยู่ 2 จุด นั่นก็เพื่อช่วยให้อ่านเวลาได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ตำแหน่งที่ 9 นาฬิกามี sub dial บอกวินาที ส่วนที่ 3 นาฬิกาบอกมีเข็มสั้นกับเข็มยาวขนาดเล็กใช้บอกเวลาที่จับไปแล้วได้นานสูงสุด 12 ชม. ตัวเลขบนหน้าปัดรวมทั้งฟังก์ชันวันที่เองก็ใช้สีน้ำตาลเช่นเดียวกัน

vmw_9

dial_omega

ต้องขอบคุณการออกแบบของไลน์ Speedmaster ที่ทำให้เข็มสีดำทรง pencil เป็นอะไรที่ลงตัวกับการดึงเอาความสวยงามของสีพรายน้ำมาใช้ ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ขอบหน้าปัดนาฬิกา (Bezel) สีดำทำจากเซรามิกขัด วางใจได้เรื่องรอยขีดข่วน ใช้เลเซอร์ยิงสเกลใส่พรายน้ำด้วย Super-LumiNova เป็น Tachymeter ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อวงการรถแข่งซึ่งเป็นจุดประสงค์เดิมของนาฬิกาไลน์ตั้งแต่ปี 1957 ก่อนที่จะมาโด่งดังในชื่อ Moonwatch จากภารกิจไปอวกาศ

vmw_2

vmw_4

สายทำจากหนังกลับสีน้ำตาลลง wax แล้วขัดอีกรอบ ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้และดูแลมากกว่าปกติ โดยอาจจะไปซื้อสเปรย์กันน้ำมาใช้ก็ช่วยยืดอายุสายได้นานขึ้นบ้าง ส่วนหัวสายใช้แบบบานพับสีดำเช่นเดียวกัน

Omega เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ "คุ้มค่า" กับราคา เมื่อเราพิจารณาตามแนวทางการรีวิวของ LWT เราจะพบว่า Omeg…

LWT's Review

พื้นฐานประวัติศาสตร์
ความเที่ยงตรงและกลไก
ความสวยงาม

สะกดสายตา

เป็นหนึ่งในผู้ที่รัก Speedmaster และผู้ที่กำลังจะตกในภวังค์ไม่ควรปล่อยให้หลุดลอย

User Rating: 3.75 ( 4 votes)

สุดท้ายนี้ทาง LWT ขอขอบคุณทางบูติกของ Omega ที่ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียมชั้น G สำหรับความเอื้อเฟื้อสุดพิเศษที่ให้ทางเรารีวิวนาฬิการุ่นนี้ครับ สวัสดีปีใหม่สำหรับผู้อ่านทุกท่าน ส่วนเรือนหน้าจะเป็นอะไรนั้นต้องรอติดตามกับเรา LWT นะครับ