นาฬิกา Panerai กับประวัติการใช้งานจริง

ท่ามกลางความมืดของคืนไร้แสงจันทร์ในวันที่ 18  ธันวาคมปี 1941 เวลา 20.47 นาที  ฝาครอบของเรือดำน้ำของอิตาลีได้ถูกเปิดออกพร้อมกับเผยให้เห็นนักทำลายใต้น้ำจู่โจม 6 นายจากหน่วย Xª MAS (Decima Flottiglia MAS) ออกมาจากเรือ พวกเค้าแบ่งกันเป็นทีมละ 2 นาย เดินไปยังไซโลปรับความดันที่ติดตั้งอยู่บนเรือดำน้ำเพื่อตรวจเช็คขั้นสุดท้ายกับพาหนะที่จำเป็นในปฏิบัติการจู่โจมครั้งนี้ มันคือ “SLC” (Siluro a Lenta Corsa) ตอร์ปิโดมนุษย์ที่สร้างจากความคิดของวิศวกรกองทัพเรืออย่าง ร.ต.เทเซโอ เทเซย (Teseo Tesei) และ ร.ต.เอลิออส โทสกี้ (Elios Toschi)

ตอร์ปิโดมนุษย์ Maiale SLC
[1] ตอร์ปิโดมนุษย์ Maiale SLC

SLC นั้นได้รับชื่อเล่นว่า “หมู” (มายอาเล่,Maiale) จากความเชื่องช้าและคล่องตัวต่ำ Maiale นั้นสามารถดำได้ลึกสูงสุด 30 เมตร ใช้ขุมกำลังจากมอเตอร์ขนาด 150 แอมป์ (ให้พลังประมาณ 1.6 แรงม้า) สามารถทำความเร็วได้ 2.3-4.5 น็อต และมีระยะปฏิบัติการ 25 กม. แต่พิษสงที่แท้จริงของเจ้าหมูร้ายตัวนี้คือปล้องทุ่นระเบิดแรงสูงหนัก 125 กก. จำนวน 2 ปล้องที่สามารถถอดออกไปติดตั้งใต้เรือเป้าหมายได้ ลูกเรือ 2 นายจะนั่งบนหลังของเจ้าหมูอุ้ยอ้ายนี้โดยมีโกลนช่วยรองรับขา แผ่นเหล็กด้านหน้าสำหรับป้องกันไม่ให้น้ำปะทะลูกเรือมากเกินไปและช่วยไม่ให้อุปกรณ์ไปเกี่ยวกับตาข่ายดักตอร์ปิโด หน้าปัดด้านหน้ามีอุปกรณ์บอกความลึก, เข็มทิศ, แบตเตอรี่, แอมมิเตอร์, ทริมเกจและขีดบอกปริมาณอากาศในตอร์ปิโด ด้านหลังพลขับคืออุปกรณ์ดำลงฉุกเฉินซึ่งจะทำให้เจ้าหมูนี่ดำลงภายในไม่กี่วินาที ส่วนด้านหลังลูกเรืออีกนายคือที่เก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น คีมตัดตาข่าย ถังอ็อกซิเจน เชือกสำหรับเอาไว้ผูกตัวกับตอร์ปิโดเพื่อที่จะได้หาทางกลับได้ถูก

*กัปตันบอร์เกตเซ
[2] *กัปตันบอร์เกตเซ

ที่ตั้งของประเทศอิตาลีนั้นอยู่ตรงกลางของเดิเตอเรเนียน ขนาบด้วยกองเรือฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งเป็นอะไรที่กินลงยากทั้งขนาดและคุณภาพ การนำเข้าสินค้าเพื่อมายังอิตาลีต้องผ่านทางยิบรอลตาร์หรือคลองสุเอซของอังกฤษ แต่สมดุลอำนาจนี้เปลี่ยนไปในปี 1940 เมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้ลง กองเรือเยอรมันก็เริ่มเข้าป่วนในแอตแลนติก ได้เวลาของอิตาลีที่จะเข้าต่อยแบบตัวต่อตัวกับอังกฤษที่อ่อนแอลงจากการต้องกระจายกำลัง นายพลเรือ แอนดรูว์ คันนิงแฮม (Andrew Cunningham) ที่กุมบังเหียนราชนาวีอังกฤษในเมดิเตอเรเนียนถึงกับบอกว่า

“ไฮยีน่ากำลังเตรียมเข้ามารุมทึ้งศพเรา”

ภารกิจจู่โจมครั้งนี้ได้รับการตั้งชื่อว่าปฏิบัติการ G.A.3 เป้าหมายของการโจมตีครั้งนี้คือเรือสองลำ เอชเอ็มเอส ควีนเอลิซาเบธ (HMS Queen Elizabeth) เรือธงของนายพลเรือคันนิงแฮมและ เอชเอ็มเอส วาเลียนท์ (HMS Valiant) ทั้งสองลำนั้นเป็นเรือประจัญบานหลักของอังกฤษในเมดิเตอเรเนียน หน่วยปฏิบัติการได้รับข้อมูลของการป้องกันและตำแหน่งที่จอดเรือจากภาพถ่ายทางอากาศและจารชนที่แฝงตัวอยู่ในเมือง พวกเขาศึกษาทั้งสภาพอากาศ กระแสน้ำ สภาพแวดล้อม ทุก ๆ ปัจจัยที่อาจทำให้ภารกิจของพวกเค้าล่มได้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับปฏิบัติการ G.A.1 และ G.A.2 ซึ่งเรือดำน้ำของพวกเขาโดนกองทัพอากาศอังกฤษตรวจพบแล้วจมแบบน่าเสียดาย เสียทั้งอุปกรณ์และกำลังพลไปเยอะ ข่าวลวงได้ถูกปล่อยออกมาว่าเรือดำน้ำ ชีเร (Scire) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเรือแม่นั้นกำลังเข้าอู่ซ่อมทว่าแท้จริงแล้วพวกเขากลับมาปรากฏตัวห่างออกไปจากท่าเรืออเล็กซานเดรีย 2.1 กม. และห่างจากประภาคารราสเดลตินซึ่งปกป้องท่าเรือแห่งนี้มาเกือบ 100 ปีเพียง400 ม.เท่านั้น

ลูกเรือของตอร์ปิโดมนุษย์ขณะเริ่มดำลง
[3] ลูกเรือของตอร์ปิโดมนุษย์ขณะเริ่มดำลง

กัปตันบอร์เกตเซสั่งเรือให้ดำลงที่ความลึก 15 ม. เพื่อเริ่มภารกิจได้ นักทำลายจู่โจมใต้น้ำอิตาลีเริ่มทำการติดมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังต่ำแล้วค่อย ๆ แล่นห่างออกจากเรือแม่ไปช้า ๆ ตอร์ปิโดลูกแรกนั้นนำโดย ร.อ.ลุยจิ ดูรันด์ เดอ ลา เพนเน และ จ.ต.เอมิลิโอ เบียนกี ลูกที่สองนำโดย ร.อ.อันโตนิโอ มาร์เซลยาและจ.ต.สปาร์ทาโก สเกร์กัต ส่วนลูกสุดท้ายเป็นของ ร.อ.วินเซนโซ มาเทลลอตต้า กับ จ.ต.มาริโอ มาริโน มนุษย์กบที่ขับตอร์ปิโดมนุษย์เหล่านี้จะใส่ชุดประดาน้ำเบลโลนีซึ่งออกแบบโดย ร.อ.เวสติโต เบลโลนี ชั้นนอกทำจากยางเพื่อกันน้ำและด้านในทำจากผ้าใบหนาเพื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกาย อุปกรณ์ดำน้ำนั้นจะใช้เป็นระบบปิดเพื่อป้องกันไม่ให้มีฟองอากาศเล็ดรอดออกมาให้ตรวจจับ ถังอ็อกซิเจนโมเดล 49/bis ถูกพัฒนาโดยบริษัท Pirelli ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องมาคอยปรับปริมาณอ็อกซิเจนในถุงอากาศ (Breathing Bags) ให้ยุ่งยากอีกด้วย

แผนฟังดูง่ายมาก แค่เข้าไปติดทุ่นระเบิดแล้วก็ออกมา หนีไปยังจุดนัดพบกับเรือดำน้ำที่เมืองโรเซตต้าตรงปากแม่น้ำไนล์ในคืนคริสมาสต์อีฟ แต่ความจริงแล้วนั้นการบุกท่าเรือที่คุ้มกันแน่นหนาด้วยทุ่นระเบิดดูเหมือนจะเป็นการทำภารกิจฆ่าตัวตายเสียมากกว่า ระยะ 10 กม.ลงมานั้นถูกป้องกันด้วยสนามทุ่นระเบิดแบบจุดชนวนด้วยรีโมตคอนโทรล ปากอ่าวถูกกำแพงบีบให้กว้างเพียง 200 ม.ซึ่งใต้น้ำก็ถูกวางด้วยตาข่ายดักเรือดำน้ำ เรือตรวจการณ์จะวิ่งรอบอ่าวด้านนอกและสุ่มหย่อนระเบิดน้ำลึกขนาด 5 ปอนด์ตลอดเพื่อป้องปรามเผื่อว่ามีเรือดำน้ำข้าศึกหวังเข้ามา เหนือผิวน้ำนั้นยิ่งอันตรายยิ่งกว่าด้วยไฟค้นหา ปืนใหญ่รักษาฝั่ง ปืนต่อสู้อากาศยาน ที่พร้อมจะฉีกเหล่า Xª MAS และหมูคลั่งให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้จากการยิงเพียงชุดเดียว การจัดการป้องกันและเวรยามแบบเข้มงวดขนาดนี้ไม่เสียแรงที่เป็นราชนาวีอังกฤษ พวกเค้าอาจปลอดภัยมาโดยตลอด แต่ไม่ใช่กับคืนนี้ที่พวกเค้าจะโดนลูบคม

HMS QUEEN ELIZABETH รายล้อมด้วยตาข่ายดักตอร์ปิโด
[4] HMS QUEEN ELIZABETH รายล้อมด้วยตาข่ายดักตอร์ปิโด

ทหารกล้าอิตาเลียนขับ Maiale เลียบกำแพงไปยังปากอ่าวแล้วดำลงไปที่ก้นปากท่าเรือเพื่อหาทางเข้าหรือช่องโหว่ของตาข่ายแต่ก็ไม่มีช่องว่างเลย แถมยังมีการติดตั้งทุ่นระเบิดไว้ด้วยเพื่อไม่ให้คนสติดีไปยุ่มย่าม พวกเขารีบหาแนวทางแก้ไขทันที มีข้อเสนอให้ทำการยก Maiale ข้ามตาข่ายไปแต่ก็เสี่ยงอย่างมากที่จะถูกตรวจพบ หลายคนค้านความคิดนี้แต่เวลาก็กระชั้นเข้ามาทุกที บีบให้พวกเค้าต้องตัดสินใจ มนุษย์กบทั้ง 6 นายกำลังเตรียมมะรุมมะตุ้มยกตอร์ปิโดหนัก 450 กก. นี้ข้ามตาข่าย พวกเขาก็ได้ยินเสียงเรือขนาดใหญ่กำลังแล่นมาทางปากอ่าว เรือลาดตระเวนและเรือพิฆาตของอังกฤษนั้นได้กำหนดการกลับมาที่ท่าอย่างพอดิบพอดี ไฟค้นหาก็หันไปส่องนำทางให้กับกองเรือที่เข้ามา ตาข่ายดักเองก็เปิดให้แบบไม่ต้องทำอะไรเลย มนุษย์กบอิตาเลียนแทบอ้าปากค้าง โอกาสทองแบบนี้ไม่ได้มีมาให้บ่อย ๆ พวกเขารีบนำตอร์ปิโดไปต่อท้ายเรือลำสุดท้ายทันที นับว่าเป็นความโชคดีมาก ๆ ที่ตอร์ปิโดทั้ง 3 ลูกสามารถเล็ดรอดเข้ามาได้แบบไม่ถูกตรวจพบ ตอนนี้เวลาล่วงเลยมาถึง 00.30 ของวันที่ 19 ธันวาคมแล้ว

เมื่อเข้ามาได้แล้ว ตอร์ปิโดทั้ง 3 ลูกก็แยกย้ายกับไปยังเป้าหมายของตน Maiale หมายเลข 221 ของ ร.อ.เดอ ลา เพนเนและจ.ต. เบียนกี มุ่งหน้าไปยังเรือประจัญบาน Valiant ซึ่งก็พบกับตาข่ายดักตอร์ปิโดห่างจากตัวเรือไป 10 ม.เป็นปราการด่านสุดท้าย มาถึงขั้นนี้แล้ว เป้าหมายก็อยู่ตรงหน้า ต่อให้เอาช้างมาฉุดก็ไม่กลับ มนุษย์กบ 2 นายเสี่ยงช่วยกันยก Maiale ให้ข้ามตาข่ายไปได้ นี่ทำการเกิดเสียงไม่ใช่น้อยแต่ก็เหมือนโชคเข้าข้างที่ไม่มีกะลาสีเรืออังกฤษคนไหนได้ยินหรือใส่ใจกับมันเลย

และแล้วก็เกิดเรื่องจนได้ อุปกรณ์ดำน้ำของจ่าเบียนกีเกิดปัญหาทำให้ต้องลอยตัวขึ้นผิวน้ำปล่อยให้ผู้กองฉายเดี่ยวกับ Maiale ที่ใต้ท้องเรือข้าศึกตามลำพัง นอกจากจะเหลือคนเดียวแล้วเจ้าหมูคลั่งตัวนี้ก็เริ่มแผลงฤทธิ์ขึ้น อยู่ดี ๆ มันก็จมดิ่งลงมุ่งหน้าลงก้นอ่าวซะอย่างนั้น ผู้กองพยายามจะสตาร์ทเครื่องใหม่แต่ก็ไม่สำเร็จ สายเคเบิ้ลจากตาข่ายนั้นทำให้ใบพัดเสียหาย ชุดยางเบลโลนีของแกเองก็ขาดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนความเย็นของน้ำเข้าไปเล่นงานร่างกาย ความจริงมันเริ่มขาดมาตั้งแต่ต้นภารกิจแล้วแต่แกคิดว่าไม่น่าเป็นปัญหาอะไร น้ำในท่าเรือเองก็ขุ่นมาก โคลนเต็มไปหมดจนแทบจะบดบังทัศนวิสัยด้านหน้าจนหมดสิ้น เมื่อไม่รู้ทิศทางและทำท่าจะสิ้นสติในไม่ช้าหากอยู่ในน้ำต่อไปแบบนี้ ผู้กองจึงตัดสินใจลาก Maiale ไปตามพื้นอ่าวโดยอาศัยเสียงเครื่องยนต์เรือที่ติดค้างไว้เป็นเครื่องนำทาง ผู้กองใจเหล็กทิ้งตอร์ปิโดพร้อมทุ่นระเบิดหนักรวม 250 กก.ไว้ลึกจากท้องเรือลงไป 1.5 ม. (ใต้ป้อมปืนใหญ่ A)  โดยไม่ได้แยกออกมาเป็นปล้อง ๆ เหมือนตามแผน เค้าพลิกดูนาฬิกา Panerai บนข้อมือเพื่อกะเวลาโชคดีที่พรายน้ำจากพลังธาตุเรเดียมบนหน้าปัดนาฬิกายังไม่ทรยศ เรือเอกหมุนฟิวส์หน่วงเวลาทองเหลืองที่ด้านข้างแล้วเตะเท้าลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อสมทบกับเบียนกี

เมื่อขึ้นมาถึงผิวน้ำ ผู้กองก็พบความจริงที่ว่าเค้ากำลังตกเป็นเป้าห่ากระสุนของทหารยามอังกฤษที่สาดเข้ามาแบบไม่ยั้ง เรือเอกรีบว่ายไปหลบหลังทุ่นลอยทันที เมื่อมาถึงก็พบว่าจ่าเบียนกีนั้นหลบอยู่ตรงนี้ก่อนแล้ว ผู้กองบอกจ่าอย่างดีใจว่าตัวเค้าทำสำเร็จแล้ว เวลาของเรืออังกฤษกำลังเดินถอยหลังลงเรื่อย ๆ เบียนกีบอกให้ทิ้งตนไว้เพราะยังไงก็ดำน้ำหนีไม่ได้อีกแล้วแต่ขึ้นชื่อว่าเป็นนายทหารที่ดีแล้วย่อมไม่ทิ้งลูกน้อง ผู้กองเดอ ลา เพนเนตัดสินใจจะอยู่กับจ่าจนถึงวินาทีสุดท้าย มาลงนรกด้วยกันแล้วก็ต้องไปให้ถึงที่สุด ไม่นานเรือตรวจการณ์อังกษก็อ้อมมาข้างหลังแล้วจับทั้งสองไว้เป็นเชลยศึก

ตัดมาที่ Maiale หมายเลข 223 ของ ร.อ. มาร์เซลยาและ จ.ต.สเกร์กัต นั้นสามารถช่วยกันติดตั้งระเบิดใต้ท้องเรือ Queen Elizabeth ได้สำเร็จ หมุดถูกยึดไว้ที่ใต้กราบซ้ายและกราบขวาของตัวเรือ ทั้งสองจุดโยงด้วยเชือกแล้วจึงผูกหัวรบเข้าไป น้ำหนักของระเบิดจะทำให้ไหลไปอยู่ใต้ท้องเรือแบบพอดิบพอดี ส่วน Maiale หมายเลข 222 ของ ร.อ.มาเทลลอตต้า กับ จ.ต.มาริโน เองนั้นมุ่งหน้าไปยังเรือสินค้าระวางขับน้ำ 7,750 ตัน ชื่อ Sagona ซึ่งจอดอยู่ข้าง ๆ เรือพิฆาต HMS Jervis เพื่อติดตั้งทุ่นระเบิดที่ท้ายเรือแถมระเบิดเพลิงที่พกมาเสริมเพื่อหวังผลทำลายล้างเพิ่มเติมจากน้ำมันเรือที่จะรั่วออกมาหลังการระเบิด มนุษย์กบสองชุดหลังนี้สามารถหลบไปขึ้นฝั่งได้สำเร็จและแยกย้ายกันหลบหนี คู่ของ ร.อ. มาร์เซลยา และ จ.ต.สเกร์กัต เกือบหนีได้สำเร็จอยู่รอมร่อแต่ก็ดันไม่มีเงินท้องถิ่นติดตัว เอามาแต่เงินอังกฤษมาตรฐานเท่านั้นจึงโดนตำรวจสงสงสัยแล้วซิวไป

"HMS Jervis on sea trials" by Tyne & Wear Archives & Museums
[5] เรือพิฆาต HMS Jervis

ชะตากรรมของ เดอ ลา เพนเนและจ่าเบียนกียังคงสุ่มเสี่ยง พวกเค้าถูกพาตัวขึ้นเรือ Valiant เพื่อสอบสวนในขั้นต้นทันที หลังการไสวนอยู่ซักระยะ ผู้กองและจ่าปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลใด ๆ ทั้งสิ้น พวกเขาจึงถูกส่งตัวไปยังคุกทหารบกบนฝั่ง ขณะอยู่บนเรือบดนั้น เรือเอกแอบพูดเป็นนัยบอกนักเรียนทำการนายเรือที่คุมตัวเค้าว่า “ถ้าเป็นชั้นจะหาข้ออ้างดี ๆ ที่จะไม่กลับไปที่เรือ Valiant อีกนะ” เรื่องดูเหมือนจะลงตัวว่าพวกเขาสามารถหนีออกมาจากการระเบิดได้โดยยืมขอมืออังกฤษซักเล็กน้อย ขณะที่นั่งยิ้มกริ่มอยู่บนฝั่ง อยู่ดี ๆ คำสั่งสายฟ้าฟาดของนายพลเรือคันนิงแฮมก็ถูกสั่งลงมาให้นำเชลยทั้งสองกลับไปขังรอไว้ที่ใต้ท้องเรือ Valiant ทันที !

นายพลเรือคันนิงแฮม
[6] นายพลเรือคันนิงแฮม

ครานี้กัปตันของ Valiant นาม “ชาร์ล มอร์แกน” ลงมาสอบสวนด้วยตัวเองแต่ก็ไร้ผล เชลยทั้งคู่ยังยืนกรานที่จะปิดปากเงียบทั้งที่ในใจยังหวั่น ๆ เมื่อเล่นไม้นี้ทางอังกฤษจึงจับแยกขัง ตัวของเรือเอกนั้นดันไปถูกขังที่ใต้ท้องเรือ แกกะไปกะมาแล้วแทบอยากร้องไห้ เพราะมันดันอยู่เหนือบริเวณที่แกติดตั้ง Maiale ไว้นั่นเอง สุดท้ายเรือเอกตัดสินใจบอกทหารหน้าห้องขังว่าแกยอมรับสารภาพแล้ว ขอให้พาไปพบกับกัปตันก่อนแล้วจึงจะพูดความจริง ตัวระเบิดถูกตั้งให้ทำงานไว้ตอนเวลา 6.00 น. เดอ ลา เพนเน สามารถเอาตัวรอดออกมาจากใต้ท้องเรือได้แบบหวุดหวิดก่อนเวลาระเบิด 10 นาที เมื่อขึ้นมายังห้องกัปตันได้แล้วตัวเรือเอกก็กลับบอกแค่เพียงว่าเหลือเวลาไม่กี่นาทีแล้ว กัปตันมอร์แกนน่าจะแจ้งเตือนภัยลูกเรือเพื่อเซฟชีวิตให้ได้มากที่สุด ผู้การอังกฤษพยายามคะยั้นคะยอให้บอกเพิ่มมาว่าระเบิดถูกติดตั้งอยู่ที่ไหนซึ่งแน่นอนว่า เดอ ลา เพนเน ไม่ขอบอกเพิ่มอีก บอกมาให้แค่นี้ก็ถือว่าช่วยมากแล้ว กัปตันมอร์แกนึงแก้เผ็ดโดยการสั่งให้จับไปขังไว้ที่เดิม ส่วนเรื่องในเรือทำให้การประกาศแจ้งเตือนลูกเรือทันที นี่ทำให้เรือเอกอิตาเลียนแทบคลั่งเลยทีเดียว

Torpedo humano SLC Maiale
[7] ตอร์ปิโดมนุษย์ปี 1941

คำสั่ง “All hand on deck!!” ได้ถูกประกาศตอนเวลาตีห้าห้าสิบห้า แต่การอพยพลูกเรือทั้งหมดในเวลาเพียง 5 นาทีนั้นเป็นไปไม่ได้ การระเบิดใต้ท้องเรือเกิดขึ้นรุนแรงมากจนทำให้ไฟฟ้าดับหมด น้ำทะลักเข้าท่วมห้องเก็บลูกปืนของป้อมปืน A  น้ำเริ่มทะลักเข้ามาทางห้องขังเช่นเดียวกัน ตัวเรือเอกเองก็ใช้จังหวะชุลมุนหลังการระเบิดนี้หนี แรงระเบิดทำให้ประตูเปิดออกแถมไม่มียามเฝ้ายิ่งทางสะดวกเข้าไปใหญ่ แกหนีขึ้นไปยังดาดฟ้าหัวเรือแต่ก็โดนจับตัวได้อีกที เรือลำอื่น ๆ ที่เป็นเป้าหมายก็เกิดระเบิดด้วยเช่นกัน เรือซาโกนาระเบิดอย่างรุนแรงตามที่หวังตอนเวลา 05.58 น. ส่งผลให้เรือพิฆาต Jervis เสียหายหนักไปด้วยอีกลำ เรือประจัญบานควีนอลิซาเบธก็เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงก่อนหน้าซาโกนาเพียงเล็กน้อย ควันดำโขมงพุ่งออกจากปล่องเรือ ร่างของนายพลเรือคันนิงแฮมถึงกับลอยสูงขึ้นกลางอากาศเลยทีเดียว ระเบิดที่ผูกไว้นั้นโดนเข้าที่ห้องบอยเลอร์เต็ม ๆ ดีที่พื้นอ่าวตื้นทำให้ไม่จม อย่างไรก็ตามนี่ทำให้อังกฤษต้องส่งไปซ่อมที่ฐานทัพเรือ Norfolk ในอเมริกานานถึง 18 เดือน

การโจมตีครั้งนี้ทำให้อังกฤษไม่มีเรือประจัญบานที่เหลือพร้อมรบเลยซักลำในทะเลเมดิเตอเรเนียนตะวันออกไปนานหลายเดือน โอกาสครั้งนี้ทำให้กองทัพเยอรมันและอิตาลีในแอฟริกาเหนือได้รับกำลังและยุทธภัณฑ์เสริมได้อย่างง่ายดายเพราะไม่ต้องกังวลกับกองเรืออังกฤษมากแล้ว ไม่มีทหารอังกฤษนายไหนอยากจะเชื่อว่าความหายนะของทั้งกองเรือครั้งนี้เกิดขึ้นจากนักจู่โจมทำลายใต้น้ำเพียง 6 นายเท่านั้น จดหมายจากนายพลเรือคันนิงแฮมถึงเพื่อนกล่าวไว้ว่า

“ความเสียหายต่อเรือประจัญบานคราวนี้นับว่าเป็นหายนะร้ายแรง…แม้ไม่อยากจะพูดแต่ก็อดที่จะเอ่ยปากชมถึงความห้าวหาญและกล้าได้กล้าเสียของพวกอิตาเลียนไม่ได้”

"Kitpanerai" by Piero7 / Public domain
[8] อุปกรณ์ Panerai ของนักประดาน้ำ

การโจมตีครั้งนี้เป็นนอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นของวีรกรรมหน่วย Xª MAS แล้ว นี่ยังเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่านักทำลายใต้น้ำจู่โจมมีประสิทธิภาพเพียงไรจนสร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศต่าง ๆ เริ่มสร้างหน่วยรบแบบเดียวกันนี้ขึ้นมาและยังเป็นจุดที่ Panerai ซึ่งเป็นแบรนด์นาฬิกาใช้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวอีกด้วย

"Radiomircalifornia" by Piero7 / Public domain
[9] Panerai รุ่น Radiomir จากปี ค.ศ. 1936

แหล่งอ้างอิง

  1. R.A. Burt, British Battleships 1919-1945, new revised edition, Seaforth publishing, 2013
  2. Vincent P. O’Hara and Enrico Cernecchi, “Frogmen against a fleet”, Naval War College Review, Summer 2015, Vol. 68, No. 3
  3. Panerai: Watchmaker to the Italian Royal Navy, Timepiece Deluxe 02, p.64-67
  4. William Schofield, P. J. Carisella & Adolph Caso, “Frogmen: First Battles“, Branden Books (Boston) 2004
  5. Kemp, Paul, Underwater warriors. Arms and Armour (London), 1996

เครดิตภาพ

[1] “Maiale SLC” โดย Myrabella / Wikimedia Commons / CC-BY-SA-3.0 & GFDL
[2] “Junio Valerio Borghese and Umberto Bardelli” / Public domain
[3] “Siluroallataque” โดย Ronnin45 / CC BY-SA 3.0
[4] “HMS Queen Elizabeth after the modernisation” โดย United Kingdom Government / Public domain
[5] “HMS Jervis on sea trials” โดย  Tyne & Wear Archives & Museums
[6] “Admiral Sir Andrew Browne Cunningham,Commander-in-Chief, Mediterranean Fleet” โดย James Morley /Public domain
[7] “Siluroalentacorsa1941โดย Ronnin45 / CC BY-SA 3.0
[8] “Kitpanerai” โดย Piero7 / Public domain
[9] “Radiomircalifornia” โดย Francis Flinch /Public domain