รีวิว – Rolex Yacht Master Everose Gold

RL_YachtMaster (1)

มีนาคมของทุกปี เหล่าสาวกโรเล็กซ์มักจะตั้งตารอดูว่าปีนี้จะมีอะไรใหม่ ๆ ที่จะมาทำให้เราตื่นตาตื่นใจ เหมือนกับเหล่าแฟนแอปเปิลเฝ้ารอคีย์โน๊ตจากผู้บริหารไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งก่อนจะถึงเวลานั้นเหล่าบล็อกเกอร์ต่างประเทศหรือตามฟอรั่ม ต่างก็คาดเดากันมากมายอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้แฟนคลับก็ลุ้นซ้ายทีขวาที ตามกระแสโลกออนไลน์ที่อ่อนไหวตามกระแสข่าวสารรอบตัว ซึ่งอาทิตย์หน้าเราจะมาร่วมลุ้นไปพร้อม ๆ กันกับงาน BaselWorld 2016

แต่สำหรับบทความนี้ LWQP  ขอนำรีวิวนาฬิกาที่เป็นหนึ่งในดาวเด่นของ BaselWorld 2015 ออกมารีวิวกันกับนาฬิกา Rolex Yacht Master Everose Gold เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Rolex ได้เริ่มออกแบบนาฬิกาให้น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยความลงตัวของ Everose Gold, ขอบ Cerachrom สีดำ และสาย Oysterflex  ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่รู้สึกว่า นาฬิกาทองเป็น “นาฬิกาคนแก่” หรือ “นาฬิกาป๋า” อีกต่อไป

นาฬิการุ่น Rolex Yach Master Everose Gold นั้นเปิดตัวออกมาด้วยกันสองขนาดคือ 40 มม. และ 37 มม. ซึ่งในการรีวิวนี้ผมอยากจะนำทั้งสองขนาดมาถ่ายรูปคู่กัน แต่ทว่ารุ่น 40 มม. นั้นเป็นรุ่นที่มีความนิยมสูงจึงถูกสอยออกไปจากร้านไปเสียก่อน จึงได้แค่รุ่น 37 มม. มารีวิวให้ผู้อ่านของ LWQP สัมผัสมุมมองของผมที่มีต่อนาฬิกาเรือนนี้ และก่อนจะเข้าไปรีวิวผมก็นำรูปตอนถ่ายทำมาฝากกัน จะได้รู้สึกเป็นกันเองมากขึ้นนะครับ

เบื้องหลังการถ่ายทำที่ Wempe Hannover
เบื้องหลังการถ่ายทำที่ Wempe Hannover

ตั้งแต่เรามีเครื่อง CNC มาใช้งานทำให้ข้อจำกัดในเรื่องของความแม่นยำนั้นทำให้การผลิตนาฬิกาที่มีความเที่ยงตรงสูงเป็นเรื่องง่ายขึ้น ในอนาคตเราก็คงจะเห็นเครื่องปริ้นโลหะแบบสามมิติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่ต้อง “สั่งอะไหล่” แต่เป็น “ปริ้นอะไหล่” แทนก็เป็นได้ แต่เรื่องของอนาคตผมก็ยังไม่อยากคิดมาก เพราะเป็นสิ่งหนึ่งที่ยากจะคาดเดา แต่สิ่งที่ผมกำลังจะสื่อถึงคือ การพัฒนาทางด้านกลไกที่ใช้เครื่องจักร หุ่นยนต์ และคอมพิวเตอร์นั้น เข้าใกล้จุดที่คนเราอาจจะแยกความแตกต่างไม่ออกแล้ว ถ้าไม่ใช้เครื่องมือตรวจก็คงจะไม่สามารถสัมผัสถึงความแตกต่างได้ง่าย ดังนั้นจุดที่จะพัฒนาแล้วสามารถแซงหน้าคู่แข่งได้คือ “วัสดุ” นั่นเอง

หน้าปัดของ Yacht Master Everose Gold 37
หน้าปัดของ Yacht Master Everose Gold 37

จึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่เราจะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมา บริษัทนาฬิกาชั้นนำจะเน้นพัฒนาทางด้านวัสดุกันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Senda Gold ของ Omega, Honey Gold ของ A. Lange & Söhne รวมถึงเหล่าเซรามิก หรือคาร์บอนไฟเบอร์ของนาฬิกาสปอร์ตต่าง ๆ

สำหรับนาฬิกา Rolex Yacht Master ตัวใหม่นี้ ใช้ตัวเรือนที่ทำจากทองสูตรพิเศษของ Rolex ที่มีชื่อว่า “Everose Gold” ที่โรเล็กซ์อ้างว่า สีจะไม่จางหายไปตามกาลเวลาเหมือนกับ Rose Gold เพราะนอกจากการเจือทองแดง ยังมีการเจือแพลทินัมหรือทองคำขาวเข้าไปอีก ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่โรเล็กซ์นั้นทำการบ้านมาอย่างดี เพราะโรเล็กซ์นั้นใส่ใจเรื่องของโลหะเป็นพิเศษ ถึงขนาดมีเตาหลอมทองอยู่ในโรงงานเอง และมีกล้องจุลทรรศ์อิเล็กตรอนตามจุดต่าง ๆ เพื่อทดสอบคุณภาพของโลหะในขั้นตอนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ลงทุนกันขนาดนี้ถ้าคิดโลหะชนิดใหม่ไม่ออกก็ให้มันรู้ไป

หน้าปัดสีดำด้านของนาฬิกาเรือนนี้นั้นเข้าคู่กับขอบ Cerachrom bezel ได้อย่างลงตัว และเมื่อผมไปค้นข้อมูลจึงมีจุดเล็ก ๆ ที่น่าสังเกตคือเรื่องของเข็มที่ทำจาก 18 ct pink gold ซึ่งหมายความว่า เข็มไม่ได้ใช้วัสดุเดียวกันกับตัวเรือน จากความคิดเห็นส่วนตัว ผมคาดเดาว่าโรเล็กซ์น่าจะไม่ได้ทำเข็มเอง แต่สั่งทำจากโรงงานข้างนอกเสียมากกว่า และหนึ่งเหตุผลที่ไม่ได้ใช้ everose gold ทำเข็มนาฬิกาคือเรื่องของส่วนผสมที่เป็นสูตรพิเศษของบริษัท แต่ตรงจุดนี้ผมคงจะไม่สามารถฟันธงอะไรได้ จึงเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น

ด้านข้างตัวเรือนฝั่งเม็ดมะยมของ Yacht Master Everose Gold 37
ด้านข้างตัวเรือนฝั่งเม็ดมะยมของ Yacht Master Everose Gold 37

เมื่อเรามองที่เม็ดมะยมเราจะเห็นจุดสามจุดใต้มงกุฎที่เป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึง เม็ดมะยมที่ใช้ระบบการป้องกันน้ำแบบ “triplock” ซึ่งจะหมายความว่ามีการใส่ซีลยางป้องกันสามชิ้น ผมสังเกตเพิ่มเติมว่าจุดตรงกลางที่ใหญ่กว่าจุดซ้ายขวา ตามที่ผมค้นข้อมูลมาหมายถึงวัสดุที่เป็นไวท์โกลด์ ถ้าเป็นสแตนเลสสตีลหรือเยลไล่วโกลด์จะเป็นจุดสามจุดที่มีขนาดเท่ากัน แสดงว่า 18 ct Everose Gold นั้นจัดเข้าพวกไปเป็นกลุ่มเดียวกับไวท์โกลด์นั่นเอง

clasp ที่ทำจาก 18 ct everose gold ตอนปิด
clasp ที่ทำจาก 18 ct everose gold ตอนปิด
clasp ที่ทำจาก 18 ct everose gold ตอนเปิด
clasp ที่ทำจาก 18 ct everose gold ตอนเปิด

สำหรับ clasp ของนาฬิกาเรือนนี้ใช้วัสดุเดียวกับตัวเรือน และสามารถเลื่อนปรับขนาดได้เล็กน้อย ดูเงางามและแข็งแรงตามมาตรฐานของโรเล็กซ์ ตัว clasp นั้นมีน้ำหนักที่มากขึ้น แต่เมื่อรวมกับตัวเรือนแล้วทำให้เวลาใส่แล้วรู้สึกสมดุลขึ้นและไม่รู้สึกหนักอย่างที่คิดไว้

จุดเด่นของนาฬิการุ่นนี้ที่จะลืมไม่ได้คือสายแบบ Oysterflex ที่โรเล็กซ์อธิบายเกี่ยวกับสายแบบนี้ไว้ว่า “Flexible metal blades overmoulded with high-performance elastomer” หรือหมายถึงสายยางที่มีแผ่นโลหะที่ยืดหยุ่นฝังอยู่ภายใน นอกเหนือจากคำอธิบายดังกล่าวแล้ว โรเล็กซ์ได้ออกแบบสายนี้ให้มี “ครีบ” ด้านในของสาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการสวมใส่ไม่ให้พื้นผิวของยางสัมผัสกับผิวหนังตลอดจนรู้สึกอึดอัดและรำคาญ ประมาณว่าสามารถทำให้ระบายอากาศดีขึ้นไม่อับชื้นแม้จะเหงื่อออกมาก ถือว่าโรเล็กซ์ได้พัฒนาจากปัญหาไปสู่ทางออกที่ดีขึ้น

แต่ไม่ใช่ว่าสายแบบนี้จะมีข้อดีไปเสียหมด ข้อเสียก็มีเช่นกัน เนื่องจากสาย Oysterflex นั้นมีแผ่นโลหะอยู่ด้านใน และการออกแบบที่มีครีบ ทำให้ผู้ใช้ต้องเลือกขนาดของสายก่อนที่จะซื้อนาฬิกา เพราะถ้าคุณซื้อสายผิดก็จะต้องซื้อใหม่ในราคาที่สูงพอสมควร ถ้าใครอยากจะซื้อใส่สลับกับแฟน ถ้าไม่ได้เป็นคนมีขนาดข้อมือใกล้เคียงกันมาก ควรพิจารณาในการเลือกซื้อสายเพื่อให้เข้ากับขนาดข้อมือของตน และสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อเพื่อจะขายต่อ ขนาดของสายอาจจะจำกัดทางเลือกของผู้ซื้อในอนาคตได้

สาย Oysterflex และครีบด้านในของสาย
สาย Oysterflex และครีบด้านในของสาย

สรุป

จากการที่ผมได้สัมผัสนาฬิกาเรือนนี้อยู่ชั่วโมงกว่า ๆ ผมคิดว่าขนาด  37 มิลลิเมตรนั้นเหมาะกับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ไม่เล็กไปไม่ใหญ่ไป ถ้าเลื่อนไปเป็น 40 มิลลิเมตรอาจจะเหมาะสำหรับผมที่มีข้อมือใหญ่ และเรื่องข้อจำกัดของการปรับขนาดสายเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงเป็นอันดับแรก

เพื่อไม่ให้พลาดการอัพเดทบทความและรีวิวนาฬิกา อย่าลืมเพิ่ม @LWQP เป็นเพื่อนใน LINE นะครับ