เจาะลึก! – หน้าปัดแคลิฟอร์เนีย

Panerai นั้นเป็นแบรนด์ที่ทำนาฬิกาแนวดุดันได้ดีบวกกับกระแสที่ผ่านมาทำให้ติดลมบนมานาน แต่ช่วงหลัง ๆ คิดว่าทางแบรนด์อาจจะหมดมุข เพราะตัวเองหนี DNA ที่มีอยู่น้อยนิดไม่พ้น เวลาที่ Panerai ออก Radiomir ซึ่งค่อนข้างอิงกับต้นฉบับ Ref.3646 จึงทำให้ LWQP ลุ้นทุกครั้งว่าทาง Panerai จะกู้กระแสของตัวเองได้รึเปล่า และในโอกาสที่ผมได้อ่านได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของแบรนด์ Panerai และเหล่ามนุษย์กบที่ถูกใช้เป็นพรีเซนเตอร์อยู่บ้างไม่มากก็น้อยจึงอยากจะเท้าความที่มาของหน้าปัดรูปร่างแปลกตานี้ให้ได้อ่านกัน

หน้าปัดแบบแคลิฟอร์เนียของนาฬิกาโรเล็กซ์
[1] หน้าปัดแคลิฟอร์เนียของ Rolex

หน้าปัดที่ผู้อ่านเห็นในรูปที่ [1] เป็นหน้าปัดที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า “หน้าปัดแคลิฟอร์เนีย” หรือ “California Dial” เรามักจะเห็นหน้าปัดเหล้านี้ได้ในนาฬิกาดำน้ำในตำนานอย่าง Officine Panerai แต่เมื่อเราได้ไปค้นหาข้อมูลตามแหล่งต่าง ๆ เราค้นพบว่าบริษัทแรกที่ทำหน้าปัดเลขโรมันสลับกับอารบิกนี้คือนาฬิกา Rolex ในรุ่นการผลิต Bubbleback แต่ในสมัยก่อนนั้น DNA จากทางฝั่ง Rolex ได้ส่งตรงผ่านไปสู่ Panerai ได้เพราะว่า Panerai นั้นจ้าง Rolex ให้ผลิตนาฬิกาให้ จึงออกมาเป็นรุ่น Radiomir ในปี ค.ศ. 1936 และ Panerai ยังเป็นยี่ห้อเดียวที่ Rolex นั้นเคยผลิตนาฬิกาให้ เพราะว่า Panerai ในสมัยก่อนนั้นทำเฉพาะการทหารเท่านั้น อุปกรณ์ทางทหารเมื่อก่อนแทบไม่มีหลุดมาถึงมือสาธารณชนด้วย จึงไม่เป็นการทับซ้อนกันทางผลประโยชน์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป DNA จาก Rolex นี้ได้เข้ามาประทับตรากลายเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่สำคัญของแบรนด์ Panerai ไปแบบไม่รู้ตัวพร้อมกับเรื่องราวของเหล่ามนุษย์กบอิตาลี (Gruppo Gamma) และมนุษย์กบเยอรมัน (Kampfschwimmer, แปลว่า “นักทำลายใต้น้ำจู่โจม” ที่สวมนาฬิกา Radiomir Ref.3646 เข้าทำการรบทั้งในเมดิเตอเรเนียนในช่วงต้น-กลางสงครามและบนภาคพื้นยุโรปในช่วงปลายเพื่อหยุดยั้งกองทัพแดงและอเมริกัน

หลังจากนั้นเราจึงได้ไปค้นหาต่อว่าเจ้า Ref. 3646 นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร จึงได้เจอกับหนังสือเรื่อง Vintage Panerai ที่เป็นหนังสือชุดประวัติศาสตร์สองเล่ม 3 ภาษา (เยอรมัน, อิตาเลียน และอังกฤษ) ซึ่งนอกจากเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาแล้ว ยังมีรูปเจ้านาฬิกา Ref. 3646 ของแท้ที่เป็นเรือนที่ผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง LWQP จึงติดต่อขออนุญาตนำภาพจากหนังสือมาให้ผู้อ่านได้ชมรูปตัวจริงเพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างกันอย่างชัดเจนและเพื่อใช้เทียบระหว่างนาฬิกาต้นฉบับกับที่ขายกันในปัจจุบันด้วย

หน้าปัดบนนาฬิกาวินเทจของ Panerai
[2] หน้าปัดบนนาฬิกาวินเทจของ Panerai จะเห็นความหนาที่ต่างกันได้ชัดเจน
หน้าปัดบนนาฬิกาวินเทจของ Panerai
[3] หน้าปัดบนนาฬิกาวินเทจของ Panerai

ตามประวัติศาสตร์ Panerai ได้ผลิตนาฬิกาที่มีหน้าปัดลักษณะนี้สำหรับทางการทหารอย่างต่อเนื่อง ผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ทำให้ราชนาวีอิตาลีเปลี่ยนเป็นเป็นกองทัพเรือ (Marina Militare) ในปี 1946 จนมาสิ้นสุดเมื่อนาฬิการุ่น Luminor ที่มีอุปกรณ์ในการป้องกันเม็ดมะยมปี 1950

"Radiomircalifornia" by Piero7 / Public domain
[4] Panerai รุ่น Radiomir จากปี ค.ศ. 1936

ทว่าชื่อหน้าปัดที่เรียกว่า “California” กลับไม่ได้ถูกเรียกแบบนี้ตั้งแต่ช่วงสงครามโลก ข้อเท็จจริงถึงที่มานั้นน่าเสียดายที่ไม่ทราบกันแน่ชัดว่าผู้ใดเป็นคนริเริ่มชื่อนี้ แต่มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจได้กล่าวถึง ความนิยมของนาฬิกา Rolex รุ่น Bubbleback ในอเมริกา ซึ่งบริษัททำหน้าปัดที่รัฐ California ชื่อ Kirk Rich ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการซ่อมแซมหน้าปัดลักษณะนี้ในช่วงปี 1980 ดังนั้น เวลาคนจะไปซ่อมหน้าปัดต้องบอกว่า “ไปแคลิฟอร์เนีย” จึงเรียกกันติดเป็นหน้าปัดแคลิฟอร์เนีย เช่นเดียวกับสี Bezel ของ GMT Master II ที่ทำให้โดนเรียกชื่อรุ่นกันว่า “Pepsi” อย่างแพร่หลาย

แม้ว่าปัจจุบัน Rolex นั้นได้เลิกผลิตหน้าปัดลักษณะนี้ไปแล้วแต่เราอาจจะเห็นนาฬิกายี่ห้อเล็กๆ ต่างผลิตนาฬิกาที่มีหน้าตาคล้ายเจ้า Ref. 3646 โดยมีการนำชื่อของ “Kampfschwimmer” และ “Marina Militare” มาแสดงความเคารพต่อประวัติศาสตร์ ซึ่งมักจะพ่วงด้วยเหตุผลทางการตลาดตามมาเป็นเงาตามตัว ซึ่งหลายครั้งคนจะเข้าใจผิดไปว่า Kampfschwimmer หรือ Marina Militare เป็นชื่อยี่ห้อนาฬิกา

แต่แบรนด์ที่นำดีไซน์เหล่านี้มีใช้ได้อย่างยืดอกภาคภูมิใจ เห็นท่าจะมี Panerai อยู่แบรนด์เดียวเท่านั้น ซึ่งหน้าปัดแบบแคลิฟอร์เนียเรามักจะเห็นในนาฬิกาของ Panerai รุ่น Classic หรืออาจจะเรียกว่า “อิงคลาสสิค” ที่ทำตามต้นแบบเดิมทุกอย่าง ทั้งขนาดหน้าปัด ตัวเรือน ยกเว้นก็แต่ไม่ได้ใช้เครื่องจาก Rolex แต่เป็นเครื่อง in-house ของตนตามสมัยนิยม ซึ่งเราได้ไปจัดแจงถ่ายรูปนาฬิกา PAM00424 ที่ยังคงความคลาสสิคของหน้าปัดแบบแคลิฟอร์เนียและตัวเรือนขนาด 47 มม. ไว้เพื่อยืนยันถึงตำนานแห่งนาฬิกาดำน้ำของเหล่ามนุษย์กบผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของฝ่ายอักษะในเมดิเตอเรเนียนอีกด้วย

[4] PAM00424 กับหน้าปัดแคลิฟอร์เนีย
[5] PAM00424 กับหน้าปัดแคลิฟอร์เนีย

แหล่งอ้างอิง

1. Ehlers & Wiegmann, Vintage Panerai Watches with History – “History 1”

2. Jake Ehrlich. Jake’s Rolex World [Internet]. The Complete History of “California dial” – [cited 2016 Jan 3]

3. Jake Ehrlich. Jake’s Panerai World [Internet]. The ROLEX PANERAI Design Language Connection – [cited 2016 Jan 5]

เครดิตภาพ

[1] “Rolex Oyster Perpetual California Dial 1946” by kitchener.lord / CC BY-NC-ND 2.0
[2] [3] Photos courtesy of Ehlers & Wiegmann GbR / www.vintagepanerai.com
[4] “Radiomircalifornia” โดย Francis Flinch /Public domain
[5] www.luxurywatchesthailand.com

*รูปภาพของ Vintagepanerai.com [2] และ [3] เป็นลิขสิทธิ์ของ Ehlers & Wiegmann GbR / www.vintagepanerai.com ซึ่งอนุญาตให้นำมาใช้เฉพาะบทความนี้  ห้ามผู้ใดคัดลอกรูปภาพ ดัดแปลงรูปภาพ และเผยแพร่ต่อสาธารณชน นอกเหนือจากเว็บไซต์ www.luxurywatchesthailand.com (ปัจจุบัน www.lwqponline.com) แต่ท่านสามารถแชร์ลิงค์บทความนี้ในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค เช่น เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และไลน์ ได้อย่างอิสระ