เปิดตัว – Omega Speedmaster Grey Side of the Moon “METEORITE”

Omega รุ่น Speedmaster Moonwatch เป็นหนึ่งในคอลเล็คชันนาฬิกาที่มีชื่อเสียงที่สุด เพราะเป็นรุ่นที่มีจุดเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ที่เป็นก้าวสำคัญของมนุษยชาติ เพราะเป็นนาฬิกาที่ได้รับการยอมรับจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (National Aeronautics and Space Administration – NASA) และได้เป็นนาฬิกาที่อยู่บนข้อมือของบัซ อัลดริน นักบินอวกาศที่เป็นมนุษย์คนที่สองที่เหยียบดวงจันทร์ และเป็นเจ้าของรอยที่ดวงจันทร์บนหน้าปัดของนาฬิการุ่น Speedmaster Master Chronometer Chronograph Moonphase (อ่านข่าวเปิดตัวได้ที่ “เปิดตัว – Omega Speedmaster Master Chronometer Chronograph Moonphase”)

หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น “Moonwatch” จึงเป็นชื่อเรียกที่สะท้อนถึง “คุณภาพ” และ “คุณค่า” ของนาฬิกา Omega Speedmaster ที่มีต่อการเดินทางที่ท้าทายที่สุดของมนุษย์

"A13_0029 Jack Swigert Undergoing Spacesuit Checks" by SDASM Archives
[1] Jack Swigert ที่ทดสอบชุดอวกาศสำหรับโครงการ Apollo 13 และที่แขนซ้ายมี Speedmaster

ที่งาน Baselworld 2016 ทาง Omega ได้เปิดตัวนาฬิการุ่น Omega Speedmaster Grey Side of the Moon “METEORITE” ที่ใช้พื้นหน้าปัดจากอุกกาบาต โดย Omega ได้ใช้คำว่า “A real piece of space that you can wear on your wrist” ซึ่งแปลว่า “ชิ้นส่วนแห่งอวกาศที่คุณสามารถสวมใส่บนข้อมือได้” ดูเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ผมก็อดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า “แล้วอุกกาบาตมันดีอย่างไร ?”

Courtesy of OMEGA
[2] Omega Speedmaster Grey Side of the Moon “METEORITE”

ความน่าสนใจของหน้าปัดอุกกาบาต

แน่นอนว่า Omega ไม่ได้เป็นบริษัทนาฬิกาแห่งเดียวที่ผลิตนาฬิกาที่มีหน้าปัดจากอุกกาบาต ถ้าผู้อ่านท่านใดติดตามข่าวสารทั้งในและนอกประเทศ จะคุ้น ๆ กับการใช้หน้าปัดแบบนี้ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า “ทุกหน้าปัดมีอัตลักษณ์ไม่เหมือนใคร” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ทำให้เรานึกถึง “ความท้าทาย” และ “ความหายาก” ของอุกกาบาต ที่มีเพียงแค่ 2000 ถึง 5000 ชิ้นที่มีน้ำหนักเกินกว่า 1 กิโลกรัมตกมาบนโลกทุก ๆ ปี ซึ่ง 75% ของอุกกาบาตเหล่านี้ ตกลงไปอยู่ใต้ท้องสมุทรที่มนุษย์อาจจะไม่มีวันเข้าถึง ถ้าเปรียบเทียบกับโลหะหรือธาตุชนิดอื่นนั้น อุกกาบาตก็ถือว่าเป็นสิ่งที่หายากและมีราคาต่อกิโลเหยียบหลักแสนหรือทะลุหลักแสน เพราะ “ยิ่งใหญ่ ยิ่งแพง”

"Widmanstätten pattern" by Jim H. / CC BY-SA 2.0
[3] โครงสร้างแบบ Widmanstätten บนหินอุกกาบาต Gibeon meteorite จากปี 1836 ที่ประเทศนามิเบีย

คำว่า Widmanstätten (อ่านว่า วิด-มัน-ชเต็ดเทน) เป็นสิ่งที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี ถ้าใครศึกษาและมีความเข้าใจทางโลหะศาสตร์จะทราบว่าเพียงแค่ ส่วนชนิดของโลหะ ส่วนผสม อุณหภูมิ และเวลาที่เหมาะสมก็สามารถทำให้เกิดโครงสร้างแบบนี้ได้ ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่ทว่าโครงสร้างแบบ Widmanstätten ที่ผมรู้จักนั้นเป็นโครงสร้างระดับอนุภาค ไม่ใหญ่เหมือนกับลายของอุกกาบาต

จากการศึกษา ผมได้ข้อมูลมาว่าโครงสร้าง Widmanstätten เป็นโครงสร้างผลึกของเหล็กและนิกเกิล (Iron-Nickel crystal) โดยการผสมระหว่างโลหะสองชนิดจะทำให้เกิดการแบ่งเฟสเป็นสองส่วนที่มีชื่อเรียกว่า kamacite และ taenite จากการเย็นตัวอย่างช้าเป็นหลายล้านปี จึงทำให้การแพร่ของนิกเกิลในของแข็งนั้นเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์และทำให้เกิดโครงสร้าง Widmanstätten ที่มนุษย์ไม่สามารถสร้างได้จากการทดลอง ดังนั้นการนำมาใช้บนหน้าปัดจึงเป็น “อัตลักษณ์” ที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ที่ใดบนโลก แต่ทว่าเมื่อเราตัดอุกกาบาตเป็นแผ่นสำหรับทำหน้าปัดแล้วไม่ใช่ว่าจะมีลาย Widmanstätten ให้เห็นเลย แต่จะต้องนำไปขัดและกัดด้วยกรดเสียก่อน ซึ่งผมได้ทำรูปเพื่ออธิบายการเกิดลวดลายดังกล่าวให้ผู้อ่านทำการศึกษา (รูปที่ 4)

ก่อนและหลังการกัดด้วยกรดบนพื้นผิวของโครงสร้าง Widmanstätten
[4] ก่อนและหลังการกัดด้วยกรดบนพื้นผิวของโครงสร้าง Widmanstätten

ดังที่กล่าวไปแล้วว่าโครงสร้างของอุกกาบาตที่มีเหล็กและนิกเกิลเป็นส่วนประกอบ ประกอบด้วย kamacite และ taenite (T และ K ในรูปที่  4 ) และด้วยอัตตราการทนทานต่อการกัดกร่อนของ taenite นั้นมีมากกว่า kamacite ทำให้เกิดรอยลึกจากการกัดกร่อนไม่เท่ากัน จึงทำให้เราเห็นเป็นโครงสร้างที่มีสีต่างกันเนื่องจากการสะท้อนและหักเหของแสงที่ต่างกันบนพื้นผิว ดังนั้นการจัดเตรียมพื้นผิวของหน้าปัดจะต้องขัดอย่างประณีตและใช้กรดกัดบนพื้นผิวด้วยระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ลวดลายนั้นสวยงาม เป็นกระบวนการที่ไม่ยากแต่ต้องใช้สมาธิและความประสบการณ์ของช่างฝีมือ

หวังว่าการอธิบายเรื่องเกี่ยวกับลวดลายและที่มาของอุกกาบาตนั้นจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจเกี่ยวกับหน้าปัดชนิดนี้ไม่มากก็น้อย

นอกเหนือจากหน้าปัดแล้ว ความน่าสนใจของนาฬิกาเรือนนี้คือของหน้าปัด bezel ที่ใช้ซิลิคอนไนไตรด์ Si3N4 และมีสเกล tachymeter จาก 18 ct Senda™ Gold ที่เป็นทองสูตรพิเศษของ Omega ซึ่งการใช้ซิลิคอนไนไตรด์แทนที่การใช้เซอร์โคเนียมออกไซด์ ZrO2 จะได้ประโยชน์ทางด้านน้ำหนักและความแข็ง ซึ่ง Omega ได้บอกว่าการใช้ซิลิคอนไนไตรด์เป็น “An important material in the future of OMEGA’s watchmaking” หรือแปลว่า “วัสดุสำคัญในอนาคตของการผลิตนาฬิกาของ Omega” เราก็มารอดูกันว่า ในอนาคตจะมีการใช้วัสดุชนิดนี้อย่างไรบ้าง

Courtesy of OMEGA
[5] Omega Speedmaster Grey Side of the Moon “METEORITE”

สำหรับตัวเรือนขนาด 44.25 มิลลิเมตร และมีความสูง 16.14 มิลลิเมตร ทำจาก ZrO2 และปรับปรุงคุณภาพพื้นผิวด้วยพลาสม่า ขับเคลื่อนด้วยกลไกจับเวลา OMEGA Co-Axial Calibre 9300 ซึ่งบนหน้าปัดจะมีคำกำกับว่า “CO-AXIAL CHRONOMETER” จึงหมายความว่า นาฬิกาเรือนนี้ผ่านมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์เท่านั้น ดังนั้นในส่วนของคุณสมบัติที่ต้านทานการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็ก 15,000 Gauss อาจจะไม่ได้ถูกนำมาพิจารณา แต่การเปลี่ยนแฮร์สปริงเป็นซิลิคอน “Si14” ทาง LWT เชื่อมั่นว่าสัญญาณนาฬิกาจากกลไกชุดนี้นั้นเที่ยงตรง และไม่แปรปรวนต่อสนามแม่เหล็กได้ง่าย

นาฬิกาเรือนนี้จะมาพร้อมกับสายหนังสีเทา และเมื่อรวมกับตัวเรือนและหน้าปัดสีเทา คงจะเทาทั้งตัวตามชื่อ “Grey Side of the Moon” เป็นแน่แท้ ถ้าเข้าไทยแล้วทาง LWT จะนำมารีวิวให้ผู้อ่านของเราอย่างจุใจ

Courtesy of OMEGA
[6] Omega Speedmaster Grey Side of the Moon “METEORITE”

เครดิตภาพ

[1] “A13_0029 Jack Swigert Undergoing Spacesuit Checks” by SDASM Archives
[2] [5] [6] Courtesy of OMEGA
[3] “Widmanstätten pattern” by Jim H. / CC BY-SA 2.0
[4] by ZEITMEISTER