รีวิว – Omega Planet Ocean Deep Black

สด ๆ ร้อน ๆ กับการเปิดตัวซีรีส์ “Deep Black” สี่โมเดลย่อยของ Omega ในไลน์ Seamaster Planet Ocean ในช่วงต้นอาทิตย์นี้ ทาง LWQP ย่อมไม่พลาดกับนาฬิกาสวย ๆ โดยเฉพาะกับทางแบรนด์นี้ที่มักไม่ทำให้ผิดหวัง แต่ก่อนจะเข้าการสู่รีวิวแบบเจาะลึกตามสไตล์ของเรา LWQP อยากจะนำผู้อ่านไปรู้จักความเป็นมาซักเล็กน้อยของไลน์นี้กันครับ

Omega ได้วิวัฒน์และใส่ใจกับสมบัติการกันน้ำมาตั้งแต่ปี 1930 โดยการจดสิทธิบัตรด้านนี้เป็นครั้งแรกของแบรนด์ จากนั้น 2 ปีจึงได้ฤกษ์คลอดออกมาเป็น “Omega Marine” นาฬิกาดำน้ำแบบจริงจังรุ่นแรก (Rolex ดังกว่าก็จริง แต่นั่นเป็นแค่เรื่องสมบัติกันน้ำ) แนวคิดอาจจะดูล้าสมัยเมื่อมองจากยุคนี้ แต่ไม่เลวทีเดียวกับการแก้ปัญหาแบบหัวใสด้วยการทำตัวเรือนมาหุ้มอีกชั้นหนึ่ง ไม่น่าแปลกใจที่จะใส่ดำน้ำได้ลึก 135 เมตรได้นานกว่า 14 ชม. ในสมัยนั้น การพัฒนาเรื่องการกันน้ำของ Omega นั้นขับเคี่ยวเคี้ยวฟันกับ Rolex และหลายครั้งถูกมองว่าเป็นมุมเหมือนนักชกมุมแดงและมุมนน้ำเงินบนสังเวียนผ้าใบ เช่น Seamaster 600 กับ Sea Dweller ของ Rolex  การเพิ่มไลน์ย่อย Planet Ocean ครั้งแรกตอนปี 2005 หรือเมื่อ 11 ปีก่อนเองก็เหมือนการเคาะระฆังเริ่มศึกยกใหม่ในการช่วงชิงพื้นที่บนนาฬิกา sport ชั้นสูงนั่นเอง ฟังก์ชันที่ใส่เข้ามาใน Deep Black นี้จะมีอยู่ 4 ฟังก์ชัน บอกเวลา,  ช่องวันที่, เข็ม GMT และ Helium Escape Valve อย่ารอช้า LWQP ขอพาผู้อ่านไปเริ่มกันที่เรื่องของหน้าปัดกันก่อนดีกว่า

Omega Planet Ocean Deep Black
Omega Planet Ocean Deep Black

หลักชั่วโมงใช้ผสมระหว่างแบบแท่งและเลขอารบิกยกนูนโดยมีการปรับแก้ให้แท่งมีขนาดเล็กลงสำหรับรองรับขีดหน้าปัด 24 ชม. ของฟังก์ชัน GMT ซึ่งทำให้ง่ายต่อการอ่านมากขึ้นเมื่อเทียบกับ Planet Ocean รุ่นก่อน ๆ เข็มบรรจุ Super-LumiNova® ใช้เป็นทรงหัวศรทั้งเข็มวินาทีและชั่วโมง ปลายเข็ม GMT จะแปรตามโทนสีย่อยของโมเดล เช่น ทั้งสีส้ม (สำหรับเรือนดำล้วน) สีทอง สีน้ำเงินและสีแดง ที่ตำแหน่งสามนาฬิกาจะเป็นช่องวันที่ นอกจากนี้คำว่า Seamaster, GMT และ 600m/2000ft เองก็เล่นสีเช่นเดียวกัน อีกหนึ่งคำที่สำคัญบนหน้าปัดคือคำว่า MASTER CHRONOMETER คำที่ประกาศถึงมาตรฐานใหม่เพิ่มเติมของ Omega ที่ผ่านการตรจสอบจากสถาบัน METAS ซึ่งรับประกันความสามารถในการทนทานสนามแม่เหล็กได้สูง 15,000 gauss (อ่านการทดสอบของ METAS ได้ที่ “จับกระแส – Master Chronometer ของนาฬิกา Omega”) นี่คือนาฬิกาที่เหมาะเป็นได้ทั้งอุปกรณ์สำคัญสำหรับการใช้งานจริงหรือแม้แต่งานนั่งในห้องทำงาน ซึ่งทาง LWQP ได้ถ่ายทำวิดีโอมาให้ผู้อ่านสัมผัสกันอย่างใกล้ชิดติดขอบสนามเช่นเคยครับ

หลายคนค่อนข้างกังวลว่าด้วยตัวเรือนขนาด 45.5 มม. นี้จะสร้างภาระให้กับข้อมือจากเรื่องของน้ำหนัก แต่ LWQP ขอบอกว่าคุณคิดผิดถนัด! Deep Black ใช้ตัวเรือนทำจากเซรามิกที่โดดเด่นเรื่องน้ำหนักเบาและทำเพียงชิ้นเดียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสมบัติความทนทานให้สูงยิ่งขึ้น มีความแข็งที่สูงและเป็นรอยได้ยาก แต่การจะผลิตตัวเรือนและชิ้นส่วนจากเซรามิกเป็นเรื่องที่ท้าทายอำนาจวิศวกรรมมาก การขึ้นรูปและขัดแต่งต่างๆต้องใช้เครื่องมือพิเศษกว่าการผลิตจากโลหะ แต่ know-how ภายใน swatch group ทำให้การออกแบบและพัฒนาตัวเรือนที่เป็น all-ceramics ของ Omega นั้น “เป็นไปได้” โดยใช้กรรมวิธีที่เรียกว่า Sintering ที่ทำให้ผงของเซรามิกนั้นเชื่อมประสานที่อุณหภูมิสูง แล้วนำมาเคลือบผิวด้วย Plasma treatment เพื่อปิดรูพรุนของเซรามิกจึงทำให้มีพื้นผิวที่สวยงามดังที่เราหลงใหลกัน สมบัติการกันน้ำที่ระบุไว้คือ 600 เมตร (มีความเป็นไปได้ว่าของจริงน่าจะสูงกว่าพอสมควร เคยมีการทดลองหาลิมิตของ Ploproof  ซึ่งเคยบอกว่ากันได้ 600 ม. ตั้งแต่ปี 1970 ทว่าความจริงแล้วกลับทำได้ดีกว่านั้นเกินกว่าสองเท่าคือที่ 1,370 ม. เป็นไปได้สูงว่า Omega ยังคงรักษาวัฒนธรรมเหนือกว่ามาตรฐานที่ระบุนี้ไว้)

Omega Planet Ocean Deep Black
Omega Planet Ocean Deep Black
Omega Planet Ocean Deep Black
Omega Planet Ocean Deep Black

ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกาของตัวเรือนจะเป็นที่ของ Helium Escape Valve สลักย่อเด่นบนหัวเม็ดว่า “He” และอย่างที่ LWQP ได้บอกไปในช่วงต้น ว่านาฬิกานี้ออกแบบมาสมกับคำว่าอักษรโลหะ “Professional” บนหน้าปัด ฟังก์ชันดังกล่าวถูกออกแบบมาสำหรับตอบโจทย์การดำน้ำโดยเฉพาะ ต้องขอทำความเข้าใจกันซักเล็กน้อยว่าเมื่อนักประดาน้ำดำลงไปนั้น อากาศที่ใช้จะต้องถูกผสมให้ได้สัดส่วนและหนึ่งในชนิดของแก๊สที่ใช้ก็มีชื่อของ Helium อยู่ด้วย ดีต่อชีวิตแต่ส่งผลร้ายต่อนาฬิกาจากการที่ฮีเลียมนั้นเป็นแก๊สที่อะตอมเล็กที่สุด ง่ายต่อการเล็ดรอดเข้าไปในตัวเรือนของนาฬิกาสุดรัก ใช่ครับ แม้จะกันความชื้นกับน้ำได้ชงัดแต่ตราบใดที่ยังไม่ทำตัวเรือนทึบทั้งหมดก็ยังเกิดการซึมเข้ามาได้อยู่จนเกิดความแตกต่างกันของแรงดัน มาก ๆ เข้าก็เกิดหายนะร้ายแรงได้ถึงขั้นที่กระจกนาฬิกาหลุดออกจากตัวเรือนกันเลยทีเดียว (คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับนาฬิกาหลายแสนแน่นอนจริงมั้ย…) ทาง Omega เมื่อก่อนเองก็เคยเน้นทำตัวเรือนทึบสนิทเหมือนกันแต่ทางแก้ที่ง่ายกว่าคือการทำวาวล์ให้เจ้าแก๊สวายร้ายนี่ออกจะสบายกว่า ส่วนฝาหลังจะใช้ระบบฝาหลังแบบ Naiad Lock ซึ่งเป็นสิทธิบัตรของ Omega เอง ซึ่งทาง LWQP คาดว่าเป็นสิ่งที่หนึ่งที่ทาง Omega จะต้องการให้นาฬิกาได้รับการซ่อมบำรุงจากศูนย์ที่มีอุปกรณ์พิเศษในการเปิดเครื่องเท่านั้น คงจะไม่ใช่เหตุผลหลักทางการค้าเสียทั้งหมด แต่ทว่าเป็นเหตุผลที่ว่านาฬิกาเหล่านี้ได้ใช้ชิ้นส่วนจากซิลิคอนซึ่งบอบบางและต้องได้รับการดูแลและใช้เครื่องมือพิเศษของทางบริษัทเท่านั้น

Omega Planet Ocean Deep Black
Omega Planet Ocean Deep Black

นอกเสียจากขอบ bezel ที่ออกแบบมาให้หมุนได้เพียงทิศทางเดียวเพื่อความปลอดภัยแล้ว เทคโนโลยี Liquidmetal® ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นเด็ดจากทาง SWATCH อยู่ โดยการทำตัวเลขบนขอบ bezel เซรามิกนั้นจะทำด้วยโลหะ แต่ด้วยลดอุณหภูมิของโลหะอย่างรวดเร็ว พวกเค้าเปลี่ยนสถานะจากโลหะเหลวเป็นของแข็งเร็วจนไม่มีเวลาพอที่จะสร้างโครงสร้างที่เป็นผลึกสมบูรณ์ได้ จากนั้นบีบโลหะให้เป็นแผ่นด้วยเครื่องกดที่ใช้แรงมหาศาลและตัดให้เป็นวงด้วยเครื่องตัดพลังน้ำ หลังจากนั้นก็กดทับกับวง bezel เซรามิกของ Deep Black ลงไปเป็นอันจบวิธี กระบวนการดังกล่าวนั้นหลีกเลี่ยงการเพิ่มความร้อน เพราะ Liquidmetal® จะคงสภาพโครงสร้างแบบไร้ทิศทางได้ที่อันอุณภูมิจำกัด ถ้าใช้ความร้อนที่สูงเกินไป โครงสร้างจะกลับไปเป็นโครงสร้างผลึก ซึ่งเป็นความผิดพลาดร้ายแรงเกินกว่าจะรับได้ โดยนอกจากขอบ bezel แล้วตรงหัวเม็ดมะยมเองก็ถมสัญลักษณ์ Ω ด้วยกรรมวิธีนี้

Omega Planet Ocean Deep Black
Omega Planet Ocean Deep Black
Omega Planet Ocean Deep Black
Omega Planet Ocean Deep Black

หัวใจสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายมนุษย์ เจ้า Deep Black นี้เองก็มีหัวใจเช่นเดียวกันหากแต่จะเป็นชื่อ Calibre 8906 กลไกขึ้นลานอัตโนมัติ ด้วยระบบสำรองพลังงานใช้เป็นกระปุกลานคู่ เพิ่มพลังงานศักย์ที่เก็บในสปริงลานให้สูงขึ้นเพื่อยืดเวลาออกไปได้สูงสุด 60 ชม. ลดแรงเสียดทานของกลไกด้วยการใช้ Co-axial escapement แต่งด้วยสกรูสีดำ (ที่ LWQP คาดว่าจะถูกเคลือบชั้นสีด้วยกรรมวิธีการทางไฟฟ้าเคมี) มีการใช้ซิลิคอนมาทำเป็นจักรกลอก (Balance Wheel) ที่เป็นวัสดุ non magnetic จึงไม่สามารถถูกเหนี่ยวนำได้จากสนามแม่เหล็ก การยืดหดตัวไม่ถูกรบกวนเท่ากับของแบบ Nivarox ซึ่งพบปกติในแบรนด์อื่น ๆ ทำให้ความถี่ของจักรกรอกมีความเที่ยงตรงในการให้จังหวะที่มากขึ้นไปอีก แท่นเครื่องต่างถูกชุบโรเดียมซึ่งเป็นธาตุหายากตามฉบับนาฬิกาชั้นสูงและถมแดงตามร่องตัวอักษร ผ่านการตรวจมาตรฐานความเที่ยงตรงจาก COSC และ METAS ทาง Omega รับประกันความเที่ยงตรงนี้นานให้ถึง 4 ปีเต็ม เมื่อเราพลิกตัวเรือนจะมองเห็นหัวใจจักรกลนี้สูบฉีดผ่านฝาหลังเปลือยเปล่าบุกระแซฟไฟร์ ทำให้จิตใจของผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาสปอร์ตสูบฉีดเลือดไม่แพ้กัน

Omega Planet Ocean Deep Black
Omega Planet Ocean Deep Black
Omega Planet Ocean Deep Black
Omega Planet Ocean Deep Black

สำหรับ Planet Ocean Deep Black นั้นเปิดตัวทั้งหมดด้วยกันสี่รุ่นด้วยกัน แต่ที่เรานำมารีวิวนั้นจะมีเพียงแค่สองรุ่นเท่านั้นคือรุ่นที่เป็นสีนำ้เงินและสีแดง สนนราคาที่ 391,000 บาท ผู้อ่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายและบูติกตามห้างร้านชั้นนำ