รีวิว – Omega Speedmaster Master Chronometer Chronograph Moonphase

Omega เปิดตัวนาฬิการุ่น Speedmaster Master Chronometer Chronograph Moonphase ในงาน Baselworld 2016 ที่ผ่านมา ทำให้เหล่าแฟนคลับของ Omega ต้องร้อง “WOW!!!!!” กันไปตาม ๆ กัน ดังนั้น LWT จึงไม่รอช้าหาโอกาสที่จะนำนาฬิกาเรือนนี้มาถ่ายรูปและรีวิวจัดเต็มให้ผู้อ่านของเราอย่างพิเศษเช่นเคย

Speedmaster Master Chronometer Moonphase Chronograph
Speedmaster Master Chronometer Moonphase Chronograph

หลังจากหยิบนาฬิกาขึ้นมาชม ความรู้สึกแรกที่ LWT สัมผัสได้จากนาฬิกา Omega ทุกเรื่องคือ “คุณภาพ” ทุกชิ้นส่วน หน้าปัด เข็ม ปุ่มกด สาย รวมถึงรายละเอียดเล็ก ๆ บนขอบ bezel นั้นไม่มีจุดที่เป็นข้อบกพร่องเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจะเป็นนาฬิกาในไลน์ “Speedmaster” แต่ก็ใช่ว่าจะเหมือนรุ่นก่อน ๆ ที่ผ่านมาแต่อย่างใด เพราะเมื่อเรามองที่ตำแหน่งหกนาฬิกาเราจะเจอหน้าต่างมูนเฟสที่แสดงรายละเอียดพระจันทร์ได้อย่างสมจริง

Speedmaster Master Chronometer Moonphase Chronograph
Speedmaster Master Chronometer Moonphase Chronograph

ถ้าใครได้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการโคจรดวงจันทร์จะทราบว่า ดวงจันทร์จะครบรอบหนึ่งไม่ใช่ 30 วันพอดี แต่จะเป็น 29 วัน 12 ชั่วโมง และ 44 นาที หรือประมาณ 29.53 วัน ดังนั้นการผลิตนาฬิกา moonphase โดยทั่วไปจะใช้เฟือง 59 ซี่เพื่อหมุน 1 รอบเท่ากับการโคจรของดวงจันทร์ 2 รอบถึงจะลงตัว แต่ก็ยังมีเศษอีก 0.03 วัน ทุกเดือน เมื่อหมุนครบสองปีจะทำให้ผิดพลาดไปประมาณ 1 วัน แต่สำหรับ Omega Speedmaster Master Chronometer Chronograph Moonphase ทาง Omega ได้อธิบายว่า

“Its highly accurate mechanism only needs adjusting after 10 years, and all it takes is a few turns of the crown.”

หมายความว่าระบบ moonphase ของนาฬิกาเรือนนี้จะเที่ยงตรงได้ถึง 10 ปี จึงสามารถคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นการออกแบบกลไกที่ต่างออกไปเพื่อให้การคลาดเคลื่อนลดลงได้อย่างมีนัยยะ โดยทาง Omega ออกแบบให้การปรับจานพระจันทร์โดยใช้ปุ่มกดเพื่อเลื่อนตำแหน่งของดวงจันทร์บนหน้าปัด แต่ใช้การหมุนเม็ดมะยมแทน

เมื่อมองจากระยะไกลจะไม่สามารถเห็นรายละเอียดของรอยเท้าได้เลย
เมื่อมองจากระยะไกลจะไม่สามารถเห็นรายละเอียดของรอยเท้าได้เลย

จากการมองด้วยตาเปล่าที่รูปดวงจันทร์ เราอาจจะไม่เห็นรายละเอียดแห่งความใส่ใจนัก เนื่องจากรูปรอยเท้านั้นเกิดจากการยิงเลเซอร์ ซึ่งในช่วงนี้เราจะเริ่มเห็นการใช้เทคนิคเลเซอร์ในการสร้างรายละเอียดขนาดเล็กต่าง ๆ อยู่เนือง ๆ แต่เมื่อเรานำแว่นขยายเราจะสามารถเห็นรอยเท้าเล็ก ๆ บนหน้าปัดที่มีขนาดเล็กกว่า 1/4 ของมิลลิเมตรเสียอีก

เมื่อส่องเข้าไปใกล้ขึ้นจะเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน
เมื่อส่องเข้าไปใกล้ขึ้นจะเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน
ซูมรอยเท้ามาให้ดูกันชัด ๆ ขอบคุณมือช่างกล้องที่แสนนิ่งและแสงที่พอเพียง
ซูมรอยเท้ามาให้ดูกันชัด ๆ

รายละเอียดบนรูปดวงจันทร์บนหน้าปัดเมื่อมองเข้าไปลึก ๆ จะเห็นรอยเท้าของ บัซ อัลดริน (Buzz Aldrin) ผู้เป็นมนุษย์คนที่สองที่เหยียบดวงจันทร์ แม้นาฬิการุ่นนี้จะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในชุด Moonwatch ของ Omega แต่การใส่รอยเท้านี้ลงไปเป็นการแสดงถึงความเคารพต่อประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยง Omega กับการเดินทางข้ามขีดจำกัดของมนุษย์เพื่อพิสูจน์ความลับแห่งจักรวาล แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็ก ๆ ของชายคนหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ดังที่ นีล อาร์มสตรองได้กล่าวไว้บนดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1969

"Apollo 11 Bootprint" by NASA on The Commons
รอยเท้าบนดวงจันทร์ของ บัซ อัลดริน จากโครงการอะพอลโล 11

Omega Speedmaster Master Chronometer Chronograph Moonphase ขับเคลื่อนด้วยกลไก in-house รุ่น Calibre 9904 ที่ให้สัญญาณนาฬิกา 28,800 vph หรือ 4 Hz และสามารถสำรองกำลังลานได้ 60 ชั่วโมง แต่ที่เป็นดาวเด่นคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของมาตรฐาน Master Chronometer ที่เป็นมาตรฐานความเที่ยงตรงที่รวมกับเรื่องของความทนทานต่อการเหนี่ยวนำโดยสนามแม่เหล็ก ซึ่งเปิดตัวพร้อมกับนาฬิกา Globemaster ของปี 2015 ถ้าใครพลาดข่าวสามารถอ่านบทความ “จับกระแส – Master Chronometer ของนาฬิกา Omega”  ที่ LWT ได้เขียนไว้เมื่อปีที่แล้ว

Omega Calibre 9904
Omega Calibre 9904

โดยคร่าว ๆ แล้วการที่นาฬิกาของ Omega จะได้คำว่า “Master Chronometer” นั้นจะต้องเป็นาฬิกาที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC เสียก่อน หลังจากนั้นถึงจะตรวจสอบโดยสถาบัน METAS (Swiss Federal Institute of Metrology) อีกที จึงหมายความว่า MASTER CHRONOMETER = COSC CERTIFICATION + METAS CERTIFICATION ได้สองมาตรฐานพร้อมกัน จึงทำให้นาฬิกาของ Omega ที่ผ่านการตรวจสอบดังกล่าว สามารถทนต่อการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กได้ถึง 15,000 Gauss โดยไม่ต้องใช้ฝาหลังที่ทำจากโลหะเพื่อให้หลบสนามแม่เหล็กจากหลักการของกรงฟาราเดย์ (Faraday cage)

Courtesy of Omega
OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 9904

 

Courtesy of Omega
ใบรับรอง Master Chronometer จาก METAS

ตัวเรือนของนาฬิกาเรือนนี้มีขนาด 44.25 มิลลิเมตร ความสูง 16.85 มิลลิเมตร สามารถกันน้ำได้ถึง 100 เมตร สุภาพบุรุษหลาย ๆ ท่านที่มีข้อมือเล็กอาจจะรู้สึกว่าขนาด 44.25 มิลลิเมตรนั้นใหญ่เกินไป เราจึงได้ขอยืมใช้ข้อมือที่เล็กลงมากว่าปกติเพื่อมาแสดงให้เห็นซักนิด ซึ่ง LWT คิดว่าไม่น่าเป็นห่วงในเรื่องของขนาดนาฬิกาเลย เพราะสามารถใส่ได้สวยงามไร้ปัญหา

Speedmaster Master Chronometer Moonphase Chronograph
Speedmaster Master Chronometer Moonphase Chronograph

บนขอบหน้าปัดหรือ bezel เป็นเซรามิกที่มีสเกลของ tachymeter จาก Liquidmetal® ซึ่งการรวมกันระหว่างเซรามิกและ Liquidmetal® นั้นถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงนาฬิกา Omega ยุคใหม่ ซึ่งข้อมูลของ Liquidmetal®  เราอาจจะไม่ค่อยได้ทราบข้อมูลกันสักเท่าไร ได้ยินมาแต่ว่ามัน “ดีกว่า” แต่จะดีกว่าอย่างไรนั้น ทาง LWT ได้ขออาสาไปหาคำตอบมาให้ครับ

ความน่าสนใจของ Liquidmetal®

Liquidmetal® นั้นเป็นโลหะผสมที่ไม่ได้มีโครงสร้างที่เป็นผลึกเหมือนกับโลหะทั่วไป แต่มีโครงสร้างไร้ทิศทางเหมือนดังแก้วและของเหลว เป็นโลหะที่ทำให้สิ่งที่ผมเรียนรู้เกี่ยวกับโลหะนั้นแทบจะต้องทิ้งตำรากันเลยทีเดียว เพราะว่าคุณสมบัติต่าง ๆ ของโลหะชนิดนี้มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างออกไป แต่ข้อดีของโลหะชนิดนี้ที่มีเหนือโลหะทั่วไปคือความแข็งที่สูงมาก ๆ และคุณสมบัติเชิงกลบางอย่างที่อาจจะเป็นเพียง “ความฝัน” ของโลหะทั่วไป

จากวิดีโอเกี่ยวกับ Omega Liquidmetal® เราจะสังเกตได้ว่า กระบวนการผลิตนั้นไม่ได้ใช้ความร้อนเลย ซึ่งการจะเปลี่ยนรูปโลหะที่มีความแข็งสูงนั้นทั่วไปควรจะต้องใช้ความร้อนเพื่อให้โลหะนั้นอ่อนตัวและสามารถปรับรูปได้โดยไม่ต้องใช้แรงที่มาก แต่ทำไมถึงใช้กับ Liquidmetal® ไม่ได้? คำตอบคือ Omega Liquidmetal® นั้นผลิตโดยการลดอุณหภูมิของโลหะโดยรวดเร็วและเปลี่ยนสภาพจากของเหลวเป็นของแข็งที่เร็วมาก ๆ เร็วจนไม่มีเวลาที่จะสร้างโครงสร้างที่เป็นผลึกได้ ซึ่งผิดกับธรรมชาติที่โลหะถูกสร้างมา จะเห็นว่าทาง Omega จะต้องบีบโลหะให้เป็นแผ่นด้วยเครื่องกดที่ใช้แรงมหาศาลและตัดให้เป็นวงด้วยเครื่องตัดที่ใช้น้ำ หลังจากนั้นก็กดทับกับวง bezel จากเซรามิก กระบวนการดังกล่าวนั้นหลีกเลี่ยงการเพิ่มความร้อน เพราะ Liquidmetal® จะคงสภาพโครงสร้างแบบไร้ทิศทางได้ที่อุณภูมิจำกัด ถ้าใช้ความร้อนที่สูงเกิดขีดจำกัด โครงสร้างจะกลับไปเป็นโครงสร้างผลึก ถ้าเกิดความผิดพลาด Omega อาจจะต้องโยนชิ้น bezel นั้นทิ้ง คงจะไม่คุ้มค่าที่จะต้องมาทำใหม่

ด้วยข้อด้อยทางด้านอุณภูมิของ Liquidmetal® ทำให้การผลิตขอบ bezel ของนาฬิกา Omega เป็นสิ่งที่ท้าทายทางด้านวิศวกรรม อาจจะไม่ได้ดูยิ่งใหญ่ แต่ LWT เชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นจุดเล็ก ๆ ที่ทำให้เห็นจุดยืนของการพัฒนาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

moonphase_7

ด้วยระยะเวลาประมาณสองชั่วโมงในการถ่ายรูปและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับนาฬิกา ต้องยอมรับว่าเรือนนี้น่าจะเป็นหนึ่งในดาวเด่นประดับปี 2016 ได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเป็นหนึ่งในนาฬิกาสุดสปอร์ตไลน์คลาสสิคของแบรนด์ที่นำ DNA ของ Speedmaster มานำเสนอในรูปแบบที่กระชับและน่าสนใจยิ่งขึ้น แม้จะไม่ได้ติดคำว่า Moonwatch มา แต่การมีรอยเท้าประทับลงบนรูปจันททราก็เป็นเหมือนการแสดงความเคารพต่อเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ Speedmaster เป็นหนึ่งในนาฬิกาในตำนานที่สร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้กับแบรนด์ Omega มาจวบจนถึงปัจจุบันได้ครับ

moonphase_cover_2นอกจากรูปภาพสวยงามและข้อมูลที่เรารวบรวมมานำเสนอให้กับผู้อ่านทุกท่าน ทาง LWT เราได้นำนาฬิกาเรือนนี้มาถ่ายทำวิดีโอมาฝากกันแบบใกล้ชิดเช่นเคยครับ

สำหรับใครที่สนใจคงจะต้องรอกันหน่อย เพราะทาง Omega มีฤกษ์ที่จะวางขายอย่างเป็นทางการในไทยในช่วงเดือนพฤศจิกายน 59 ด้วยราคา 353,000 บาท และอย่าลืมเพิ่ม @LWTCLUB เป็นเพื่อนใน LINE เพราะผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสารนาฬิกาอย่างไม่ตกกระแส และไม่พลาดที่จะรับสิทธิพิเศษสำหรับผู้อ่านของ LWT โดยเฉพาะ

รูปรอยเท้าของ บัซ อัลดริน จาก – “Apollo 11 Bootprint” by NASA on The Commons