เรื่องราวต้นกำเนิดแห่งปฏิทิน

“ไม่มีใครหนีพ้นจากกาลเวลา” นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนตระหนักอยู่แล้ว แต่เรื่องของเวลายังมีเบื้องลึกมากกว่านั้น วันนี้ LWQP จึงอยากจะขอนำเสนอเรื่องของ “ปฏิทิน” ให้ได้อ่านกันเพราะนี่ก็เป็นอีกฟังก์ชันหนึ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาบ่อยในนาฬิกาของเราครับ การเข้าใจมันอย่างถ่องแท้จะทำให้มุมมองของเราไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน

Calendar Card - January by Joe Lanman | CC BY 2.0
Calendar Card – January by Joe Lanman | CC BY 2.0

ในห้วง 1 ปีประกอบด้วย 12 เดือนนับเป็นมาตรฐานของระบบปฏิทินปัจจุบัน เข่นเดียวกับระบบปฏิทินปวงชน (Civil Calendar) ของชาวไอยคุปต์ที่คิดค้นขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน  แตกต่างกันก็ตรงที่วันที่ของชนอียิปต์นั้นมีจำนวน 30 วันต่อเดือน (สัปดาห์ละ 10 วัน) ไม่มีกฏเกณฑ์เหมือนเดือนที่ลงท้ายด้วย -ยน หรือ -คม ที่จะมีการแบ่งว่าในเดือนนั้นมี 30 หรือ 31 วันเหมือนที่คนไทยคุ้นเคย เมื่อรวมกับวันพิเศษ (Epagomenal) อีก 5 วันจึงรวมได้ว่าในหนึ่งปีของอียิปต์จะมี 365 วัน โดยนักประวัติศาสตร์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าเลข 30 นี้มาจากการคิดระบบอ้างอิงตามแบบจันทรคติซึ่งจะมีประมาณ 29 วันครึ่ง แต่เพื่อความสะดวกจึงทำการปัดให้เป็นเลข 30 กลมๆ แทน วันพิเศษ 5 วันที่เพิ่มขึ้นมาก็เป็นการผนวกเอาการคำนวนตามระบบสุริยคติมาเพื่อเพิ่มทดแทนปรับความเที่ยงตรงในปฏิทินให้มากขึ้น ชนอียิปต์ได้ผูกโยงเรื่องของวันพิเศษนี้เข้ากับตำนานคำทำนายของเทพแห่งปัญญา ธอธ (Thoth) ที่ได้กล่าวแก่เทพรา (Ra) ว่าถ้าหากเทพีนุต (Nut) มีโอรสคนใดคนหนึ่ง หนึ่งในนั้นก็จะได้ขึ้นครองบัลลังก์ไอยคุปต์ เทพราจึงได้พยายามตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยการสาปแช่งนุตไม่ให้สามารถให้กำเนิดบุตรใดใดได้ในปีปฏิทิน ธอธจึงคิดหาวิธีช่วยด้วยการเดินทางไปพบเทพแห่งจันทรา คอนซู (Khonsu) เพื่อท้าพนันเกมหมากฮอส แน่นอนว่าไม่มีเหตุผลใดๆ ที่คอนซูจะหาทางเอาชนะเทพแห่งปัญญาได้ ธอธจึงได้นำรางวัลจากการพนันเป็นรัศมีจันทรามาเล่นแร่แปรธาตุสร้างวันเสริมได้อีก 5 วัน เทพีนุตจึงสามารถให้กำเนิดเทพรุ่นใหม่ได้ถึง 5 พระองค์ นั่นคือ เทพโอไซริส (Osiris) เทพฮาร์มาคิส (Hamachis) เทพเซต (Set) เทพีไอซิส (Isis) และเนฟทิส (Nephthys) ตามลำดับนั่นเอง เรียกได้ว่าหักวาจาสิทธิ์เทพราแบบทางอ้อมก็ว่าได้ นอกจากนี้ในเดือนทั้ง 12 ยังถูกซอยย่อยออกเป็น 3 ฤดูกาลตามวิถีชีวิตบริเวณลุ่มน้ำไนล์มีฤดูน้ำหลาก เพาะปลูกและเก็บเกี่ยว เราจึงสามารถเรียกปฏิทินปวงชนในอีกชื่อหนึ่งว่าเป็นปฏิทินฤดูกาล

800px-Maler_der_Grabkammer_des_Sennudem_001

ภูมิปัญญาการคำนวนของอียิปต์นับว่าน่าทึ่ง แต่การวางระบบปฏิทินของพวกเค้ายังคงมีจุดอ่อนอยู่ เนื่องจากไม่ได้มีการคิดปีอธิกสุรทิน (leap year) ตรงนี้ผู้อ่านหลายคนอาจจะสงสัย ปีอธิกสุรทินก็คือปีที่เดือนกุมภาพันธ์จะมี 29 วันนั่นล่ะครับ เป็นวันที่เพิ่มชดเชยเข้ามา ดังนั้นเมื่อผ่านไปทุกๆ 60 ปี วันของชาวไอยคุปต์จะเลื่อนไม่ตรงไปถึง 15 วันหากผ่านไปหลายร้อยปีก็สามารถส่งผลต่อการคำนวนฤดูกาลต่างๆ ได้อย่างน่าร้ายกาจหวาดหวั่นทีเดียวเชียว

จูเลียส ซีซาร์หลังได้รับชัยชนะเหนือพวกกอลล์

ระบบปฏิทินต่อมาที่ไม่ควรพลาดในการนำเสนอคือปฏิทินจูเลียน (Julian Calendar) ของโรมัน ก่อนหน้าที่จะมาเป็นจูเลียนได้นั้น โรมได้เคยพัฒนาระบบปฏิทินโรมิวลุสที่มี 304 วันต่อปีและปฏิทินนูมาที่ซอยย่อยสำหรับศาสนากับสำหรับประชาชนสร้างความสับสนอย่างมาก จูเลียส ซีซาร์ (Gaius Julius Caesar) ซึ่งควบตำแหน่งปุโรหิตสูงสุด (Pontifex   Maximus) จึงได้คิดทำการปฏิรูปปฏิทินใหม่โดยบัญชาให้นักดาราศาสตร์ไปคำนวนปฏิทินใหม่ขึ้นมา (ระบบปฏิทินใหม่ได้ชื่อตามคนสั่งนั่นเอง) ปฏิทินจูเลียนได้รับอิทธิพลมาจากปฏิทินปวงชนของอียิปต์จากการใช้จำนวน 365 วันเท่ากันและเป็นการผสมระหว่างสุริยคติกับจันทรคติ เดือนมีการผสมกันทั้งแบบ 30 และ 31 วัน มีการเพิ่มวันอธิกสุรทินเข้าไปด้วยในทุกๆ 4 ปี มีหลายทฤษฏีที่ยังถกกันอยู่ว่าเหตุผลที่แท้จริงที่กระตุ้นซีซาร์ให้สั่งแก้นั้นเป็นเพราะเหตุอะไรกันแน่ บ้างก็กล่าวว่าเป็นการกำจัดขั้วนักบวชเก่าที่ชอบเลื่อนวันตามอำเภอใจเพื่อปรับวันจ่ายภาษีให้เร็วหรือช้าลง บ้างก็บอกว่าต้องการผสานการปกครองดินแดนโรมันให้เป็นปึกแผ่นมากขึ้นโดยเฉพาะดินแดนอียิปต์ที่ผนวกได้มาในตอน 46 ปีก่อนคริสตกาล (ปีเดียวกับที่ประกาศใช้ระบบปฏิทินจูเลียน) แม้จะมีการปรับแก้ลำดับและชื่อเดือนตามเกมการเมืองของรัชสมัยต่างๆ จนดูพิลึกไปบ้างเช่นเดือนกันยายนหรือ September ที่ควรจะเป็นเดือน 7 หากยึดตามรากศัพท์แต่กลับไปวางอยู่ที่เดือน 9 แต่สิ่งหนึ่งที่ผมและผู้อ่านสามารถมั่นใจได้คือระบบปฏิทินจูเลียนนี้ยังคงเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่และยาวนานที่สุดที่จักรวรรดิโรมันได้ทิ้งเอาไว้ให้เราสัมผัสครับ

Vincenzo Camuccini, “Morte di Cesare”, 1798,

ถ้ายึดตามปฏิทินจูเลียนของซีซาร์ ในห้วงเวลาหนึ่งปีจะประกอบด้วย 365 วันกับอีก 6 ชั่วโมง การทดด้วยปีอธิกสุรทินทุก 4 ปีก็ดูจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่เดี๋ยวก่อน หากเราคำนวนให้ละเอียดมากขึ้นก็จะพบว่ายังมีติ่งของเวลาอีก 11 นาที 14 วินาทีที่ไม่ได้ถูกคิดเข้าไปด้วย สะสมนานเข้าก็ชักจะเจอปัญหาเดียวกับปฏิทินปวงชน แม้จะไม่หนักเท่า แต่ชีวิตของชาวโรมันก็จะคาดเคลื่อนไป 1 วันในทุก 131 ปี ใช้เวลานานอยู่พอสมควรกว่านักดาราศาสตร์อาลอยเซียส ลิเลียส (Aloysius Lilius) จากอิตาลีจะตรวจพบความผิดพลาดนี้ ลิเลียสจึงได้ร่างหนังสือแจ้งต่อพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 13 (Pope Gregory XIII) ถึงความคาดเคลื่อนที่จะกระทบกับวันสำคัญทางศาสนาโดยเฉพาะวันอีสเตอร์ (Easter) เข้าอย่างจัง

Mykola Pymonenko: Easter morning, 1891

ตามแต่เดิม ชาวคริสเตียนได้ยึดถือเอาตามพระราชโองการของจักรพรรดิคอนสแตนตินซึ่งให้นับวันอาทิตย์หลังวันที่ ๑๔ ของเดือนนิสาน (เดือนแรกตามปฏิทินยิว อยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนเมื่อเทียบกับสมัยนี้) ซึ่งเมื่อนับไปก็จะพบว่าวันอาทิตย์นั้นอยู่หลังวันวสันวิษุสวัต (Vernal Equinox) หรือวันแรกของฤดูใบไม้ผลิซึ่งจะตรงกับวันที่ ๒๑ มีนาคม ปีที่จะเกิดปัญหาตามที่คริสตจักรกังวลคือ ค.ศ.๑๕๘๒ วันวสันวิษุสวัตจะมีการเลื่อนมาเป็นวันที่ ๑๑ มีนาคมแทน เทศกาลที่ระลึกถึงการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์นี้จึงคาดเคลื่อนตามอย่างไม่สามารถยอมรับได้ (การที่ผูกวันอีสเตอร์กับฤดูใบไม้ผลิเปรียบเหมือนการเริ่มต้นของชีวิตใหม่อีกครั้งเช่นเดียวกับพระเยซูที่ฟื้นคืนชีวิตมา) นักดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ถูกเกณฑ์มาคิดแนวทางแก้ปฏิทินที่จักรพรรดิซีซาร์บัญชาไว้ อย่างแรกคือต้องปรับปีให้ใกล้เคียงปีดาราศาสตร์ (Tropical Year) ที่แท้จริงเสียก่อน พวกเค้าจึงทำการทอนเวลาในหนึ่งวันลงเหลือ ๓๖๕.๒๔๒๕ วันแทน ๓๖๕.๒๕ ของเดิม เพิ่มกฏการคำนวนปีอธิกสุรทินว่าจะเพิ่ม ๑ วันก็ต่อเมื่อปีค.ศ.นั้นสามารถหารด้วยเลข ๔ และเลข ๑๐๐ ลงตัวเท่านั้น ปีที่หารด้วย ๔๐๐ ลงตัวจะไม่นับ ดังนั้นค.ศ.๑๗๐๐ หรือ ๑๘๐๐ จึงไม่เป็นปีอธิกสุรทิน

พระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 13

พระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 13 ยังได้ทำการตีตราประกาศตัดวันที่ 5-14 ตุลาคมของปีค.ศ.1582 ทิ้งเพื่อชดเชยระบบปฏิทินที่เพี้ยนมานานนับพันปี ดังนั้นวันที่ 4 ตุลาคมจึงเป็นวันสุดท้ายปฏิทินจูเลียน นับวันที่ 5 ตุลาคมใหม่เป็น 15 ตุลาคมโดยอัตโนมัติ ปฏิทินเกรโกเรียน (Gregorian calendar) นี้ก็คือปฏิทินที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันนั่นเอง เรียกได้ว่าศาสนาเป็นส่วนช่วยเร่งผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาก็ไม่ผิดนัก

เรื่องปฏิทินเคยถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นถกก่อนการเลือกตั้งที่อังกฤษ

แต่ช้าก่อน.. ด้วยเทคโนโลยีที่สูงขึ้น ทำให้เราเริ่มตรวจพบความไม่ชอบมาพากลของระบบปฏิทินเกรโกเรียน (อีกแล้ว!) ความจริงเผยตนออกมาว่าระยะเวลาในการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์แท้จริงนั้นอยู่ที่ 365.24219 วัน ความผิดพลาดอยู่ในระดับวินาทีจึงยังไม่ส่งผลอะไรรุนแรงเท่าที่ผ่านๆ มา กว่าจะเลื่อนไป ๑ วันก็ต้องรออีกกว่า 3,323 ปี อย่างไรก็ตาม มีความพยายามแก้ไขให้ถูกต้องด้วยการเสนอระบบปฏิทินโลก (World Calendar) ขึ้นในปีค.ศ.๑๙๓๐ ในระยะเวลา 12 เดือนจะแบ่งออกเป็น 4 ตอน เดือนแรกของแต่ละตอนจะพิเศษโดยมี 31 วัน (อีก 2 เดือนที่เหลือในตอนจะมีเดือนละ ๓๐ วัน) กำหนกวันที่ 1 มกราคมของทุกปีให้ตรงกับวันอาทิตย์ เปลี่ยนวิธีแก้ไขด้วยปีอธิกสุรทินเดิมด้วยระบบวันอธิกสุรทิน (Leapyear Day) เข้าไป 1 วัน ทั่วโลกจะต้องทำการเว้นเวลา ๒๔ ชม.หลังวันที่ 30 มิถุนายนทิ้งไปแล้วค่อยเริ่มกลับมานับเป็นวันที่ 1 กรกฏาคมตามปกติ นอกจากนี้ยังเพิ่มวันโลก (World Day) เข้าไปทุกหลังวันที่ 30 ธันวาคมแล้วจึงค่อยนับเริ่มปีใหม่ ข้อดีของระบบปฏิทินโลกคือมนุษยชาติจะบอกลาการความสับสนในการจะเพิ่มหรือลดวัน ทั้งยังสามารถพิมพ์ปฏิทินล่วงหน้าได้ยันลูกหลานบวชเพราะเดือนต่างๆ ในแต่ละตำแหน่งถูกปรับให้มีความเหมือนกัน (เดือนกุมภาพันธ์จะกลายเป็น 30 วัน) ปฏิทินแต่ละชุดจะแตกต่างแค่เลขปีเท่านั้น

ปฏิทินโลก (World Calendar)

มาถึงตรงนี้ผู้อ่านน่าจะสงสัยว่าในเมื่อมันดีกว่าแล้วทำไมเรายังใช้ระบบปฏิทินเกรโกรีอยู่ล่ะ? ระบบปฏิทินโลกเป็นแนวคิดที่ดีในการแก้แต่ทว่ากลับปฏิบัติจริงไม่ได้เพราะจะทำให้รอบอาทิตย์มีการเปลี่ยนแปลง การเพิ่มวันเข้ามาจะทำให้วันสำคัญทางศาสนาของคริสต์ อิสลาม ยิวมีการเลื่อนไปจากเดิมจนเกิดความงุนงงได้ การวางระบบต่างๆ ของมนุษย์ยังผูกโยงเข้ากับระบบปฏิทินเดิมจนแยกออกจากกันได้ยากมาก ดีดลูกคิดคำนวนไปมาแล้วยังไงการรื้อระบบทั้งหมดก็แพงกว่าที่จะมีใครเสี่ยงยอมจ่าย เอาเป็นว่าถ้ามันไม่ได้จริงจังหรือเห็นผลอะไรมากอารยธรรมมนุษย์เราก็ยังคงใช้ปฏิทินเกรโกเรียนไปอีกนานหลายพันปีล่ะครับ จริงๆ นอกเหนือจากที่ได้นำเสนอ ยังมีระบบปฏิทินที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายแบบทั้งของทางมายา จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งถ้ามีโอกาสจะนำมาเล่าสู่กันฟังใหม่ครับ

อ้างอิง

[1] Holford-Strevens L. The history of time: A very short introduction. UK: Oxford University Press; 2005 Aug 11.

[2] Stern S. Calendars in antiquity: Empires, states, and societies. UK: Oxford University Press; 2012 Sep 6.