รีวิว – BVLGARI Octo Solotempo 2016

หากพูดถึงเครื่องประดับหรือน้ำหอม ผมเชื่อว่าชื่อ BVLGARI คงต้องขึ้นมาสะกิดใจบ้างไม่มากก็น้อยโดยเฉพาะผู้หญิง แต่ถ้าจะให้นึกถึงแบรนด์นี้กับเรือนเวลา คนส่วนใหญ่อาจจะนึกไม่ค่อยออกกัน ทำให้เรื่องราวและความโดดเด่นของเรือนเวลานั้นไม่อยู่ในกระแสหลักเท่าที่ควร แต่ในเมื่อเป็น LWT แล้ว เราเห็นศักยภาพที่ยังไม่ค่อยถูกชายตามองของแบรนด์จึงทำให้เราเริ่มเจาะลึกจนออกมาได้ 2 บทความแล้ว (BVLGARI Daniel Roth Carillon Tourbillon Minute-Repeater” และ “BVLGARI Diagono Magnesium Chronograph) ดังนั้น Octo Solotempo ของรุ่นปี 2016 ที่เราเลือกมาจึงเหมือนเป็นบทปิดของไตรภาคแรกของเราครับ พิเศษด้วยว่านี่เป็น collection ส่วนตัวของผม อะไรบ้างที่เป็นข้อดีที่ทำให้ผมเลือกนาฬิกา เรารวบรวมมาให้ได้อ่านอย่างละเอียดด้านล่างแล้วครับ

BVLGARI Solotempo
BVLGARI Octo Solotempo

BVLGARI Octo Solotemp

จากเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน (อ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ได้ที่ “ประวัติศาสตร์เรือนเวลาแห่ง BVLGARI”) หลายคนคงจะสงสัยว่า ไม่เห็นจะมีการเอ่ยชื่อ “Octo” เลย นั่นเป็นเพราะต้นฉบับ Octo เป็นผลงานการออกแบบเรือนเวลาของ Gérald Genta นักออกแบบนาฬิกาในตำนานอย่าง Audemars Piguet Royal Oak, Patek Philippe Nautilus ต่อให้เราไม่รู้มาก่อนว่าเป็นการออกแบบของ Gérald Genta เราก็สามารถคาดเดาได้จากตัวเรือนที่มีการนำเสนอรูปทรงแปดเหลี่ยมได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะมีความเหลี่ยมที่มากกว่า Royal Oak ความเป็นมานั้นมีจุดเริ่มต้นที่ BVLGARI ได้เข้าซื้อกิจการของแบรนด์ Gérald Genta ในปี ค.ศ. 1999 ทำให้ในภายหลัง BVLGARI ต้องการทำการตลาดที่เป็น uni-brand จึงได้นำชื่อ Octo มาใช้ผสานกับ BVLGARI แทน แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่คำว่า Gérald Genta ไม่ได้ถูกสลักบนหน้าปัด แต่ตำนานนั้นไม่ได้หายไปไหน เพราะ DNA ได้ถูกฝังลึกอยู่ในการออกแบบทุกรายละเอียด

BVLGARI Octo Solotempo
BVLGARI Octo Solotempo

สำหรับ Octo Solotempo เรือนนี้เป็นหนึ่งในรุ่นที่อยู่ในคอลเล็คชั่น Ultranero ประจำปี 2016 ที่ใช้โทนสีทองตัดกับดำ ซึ่งก่อนที่ผมจะตัดสินใจเลือกเรือนนี้ยังลังเลอยู่ระหว่างเรือนนี้กับ Octo Velocissimo Maserati เนื่องจากเรือน Maserati นั้นเป็น limited edition เพียง 1914 เรือนตามปีเกิดของแบรนด์รถยนต์ แต่ประเด็นหลักที่ทำให้ผมสนใจ Octo Solotempo เรือนนี้มากกว่านั้นจะเป็นเพราะเหตุผลหลักสองประการคือ

  1. การเลือกใช้สีทองตัดกับดำนั้นทำให้ดูเตะตาและเข้ากับการใช้งานไม่ว่าจะเป็นแนวสปอร์ตหรือว่าสำหรับงานสังคมต่าง ๆ ได้อย่างไม่เคอะเขิน
  2. กลไกที่ใช้ในรุ่นนี้เป็นกลไก in-house แท้ ๆ รุ่น BVL 193 ที่ส่งตรงจากโรงงานของ BVLGARI แต่สำหรับรุ่น Maserati จะเป็นการใช้กลไกจับเวลาพื้นฐานจาก Zenith el primero 5 Hz (ซึ่งในรุ่นของ Octo Velocissimo จะเป็นแบบนี้ทั้งหมด)
BVL 193 | Coutesy of BVLGARI
BVL 193 | Coutesy of BVLGARI

สำหรับใครที่ชอบนาฬิกาจับเวลา ไม่ใช่ว่าผมไม่แนะนำ Octo Velocissimo นะครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เคารพต่อกลไกจับเวลา Zenith el primero ว่าเป็นหนึ่งในกลไกจับเวลาที่เยี่ยมยอดที่สุดในตลาด แต่ในกรณีที่ผมจะต้องเลือกสำหรับตัวเอง Octo Solotempo ตอบโจทย์ได้มากกว่า ด้วยความเป็นต่อในเรื่องกลไก in-house และราคาที่ย่อมเยากว่า ซึ่ง Octo Velocissimo Maserati จะมีราคาอยู่ที่ 389,000 บาท และ Octo Solotempo ที่ 258,000 บาท

BVLGARI Octo Solotempo
BVLGARI Octo Solotempo
BVLGARI Octo Solotempo
BVLGARI Octo Solotempo

เมื่อพลิกด้านหลังมานอกจากจะเจอกลไก in-house รุ่น BVL 193 แล้ว จะเห็นสกรูห้าเหลี่ยมที่ทำจาก 18k pink gold ซึ่งรูปแบบสกรูที่เป็นห้าเหลี่ยมนั้น ก็เป็นสิ่งที่ใช้ใน Octo ตั้งแต่รุ่นต้นฉบับไม่มีผิดเพี้ยน

BVLGARI Octo Solotempo
BVLGARI Octo Solotempo
BVLGARI Octo Solotempo
BVLGARI Octo Solotempo

Octo Solotempo มาพร้อมกับสายยางสีดำที่ด้านและใส่เข้าดับตัวเรือนจะโค้งงอรับข้อมือได้อย่างดี โดยหลังของสายที่ติดกับข้อมือจะมีการปั้มลวดลายเหมือนตะแกรง ซึ่งน่าจะเป็นความตั้งใจในการออกแบบที่ทำให้ระบายอากาศได้ง่ายเพื่อไม่ให้อึดอัดเวลาสวมใส่ แต่หลังจากสวมใส่จริงจะสามารถเกิดการเกาะติดของคราบเหงือไคลต่าง ๆ ตามขอบและซอกที่เข้าถึงได้ยาก จะเอาแอลกอฮอล์เช็ดก็ทำไม่ได้เพราะว่าเป็นสายยาง จะต้องหาผ้าชุบน้ำหรือคอตตอนบัดเช็ดตามถึงจะออก จุดนี้อาจจะเป็นปัญหาที่กวนใจสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการรักษาความสะอาดนาฬิกาอย่างสม่ำเสมอ แต่สำหรับผมนั้นไม่ได้กังวลมากมาย ก็ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละครับ (ฮา) สักอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ค่อยนำมาเช็ดมาขัดจะทำให้ชีวิตไม่ยุ่งยากจนเกินไป สำหรับ buckle นั้นจะเป็นแบบ pin ทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบ D.L.C (Diamond Like Carbon) สีดำเข้ากับสีตัวเรือน

BVLGARI Octo Solotempo
BVLGARI Octo Solotempo

ส่วนที่ผมชื่นชอบที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คงจะหนีไม่พ้นหน้าปัด เพราะว่าสีดำของหน้าปัดนั้นเงาดำได้สนิท ดำจนดูเด่นออกมาเลยก็ว่าได้ และยิ่งใช้หลักชั่วโมงและเข็มสีทองนั้นทำให้ดูหรูหรามาก เชื่อมือทีมออกแบบของ BVLGARI จริงๆ ที่สามารถผลักดันความสปอร์ตให้หรูหราให้มาบรรจบกันได้อย่างลงตัว

BVLGARI Octo Solotempo
BVLGARI Octo Solotempo

สำหรับตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. นั้นทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบ D.L.C มีส่วนที่ขัดด้านและขัดเงา ทำให้เหลี่ยมคมของตัวเรือนนั้นมีการเน้นให้ชัดเจนและดูสปอร์ตยิ่งขึ้น เม็ดมะยมนั้นทำจาก 18k pink gold เช่นกัน นอกจากนั้นยังฝังเซรามิกสีดำไว้ตรงปลายเม็ดมะยม ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อดีและความเอาใจใส่ของ BVLGARI ที่เลือกวัสดุที่เป็นรอยยากมาไว้ตรงปลายเม็ดมะยม เพื่อให้เวลาเราวางนาฬิกาแล้วนำเม็ดมะยมมาค้ำตัวเรือนไว้ส่วนที่เป็น pink gold จะได้ไม่เป็นรอยให้กวนใจ

BVLGARI Octo Solotempo
BVLGARI Octo Solotempo

หลังจากการใช้งาน Octo Solotempo มาสักระยะ ผมเชื่อว่าที่มีสามจุดแข็งหลักที่น่าสนใจคือ

  1. การออกแบบของ Gérald Genta ผู้ออกแบบนาฬิกาในตำนานอย่าง Patek Philippe Nautilus, Audemars Piguet Royal Oak
  2. กลไก ตัวเรือนที่ผลิตแบบ in-house จริง
  3. แบรนด์ระดับสูงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 130 ปี

ถ้า BVLGARI นั้นวางแผนการตลาดระยาวที่ดี ผมเชื่อว่า BVLGARI Octo มีศักยภาพเพียงพอที่จะตามรุ่นพี่อย่าง Royal Oak และ Nautilus แต่ก็ขอให้เป็นเรื่องของอนาคตแล้วกัน ถ้าผู้อ่านท่านใดอยากลองชมหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถทิ้ง comment ไว้ได้ด้านล่าง หรือถ้าอยากจะชมเรือนจริง สามารถลองเข้าไปชมได้ที่บูติกของ BVLGARI ชั้น M ที่สยามพารากอนได้เลยครับ

บรรยากาศส่งมอบ Octo สู่ข้อมือที่บูติก BVLGARI สยามพารากอน
บรรยากาศส่งมอบ Octo สู่ข้อมือที่บูติก BVLGARI สยามพารากอน