ประวัติศาสตร์เรือนเวลาแห่ง BVLGARI

เมื่อเท้าความไปถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ BVLGARI จะไปหยุดที่ชายที่ชื่อว่า Sotirio Bvlgari (1857 – 1932) ซึ่งได้ก่อตั้งแบรนด์ BVLGARI ให้เกิดขึ้น Sotirio นั้นเป็นชาวกรีกจากหมู่บ้านตอนเหนือที่มีชื่อว่า Kalarites ซึ่งขึ้นชื่อการผลิตเครื่องประดับจากเงินมาแต่โบราณ โดยนาย Sotirio นั้นได้อพยพเข้ามาอิตาลีในปี ค.ศ. 1880 และได้เปิดธุรกิจร้านเครื่องประดับในอีก 4 ปีต่อมาบนถนน Via Sistina เป็นแห่งแรก ในปี ค.ศ. 1950 Sotirio ได้ย้ายธุรกิจพร้อมกับลูกชายสองคน Giorgio และ Constantino มาเปิดร้านใหม่ที่ถนน Via dei Condotti ซึ่งจนถึงปัจจุบัน สถานที่นี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในบูติกเก่าแก่ของ BVLGARI จวบจนปัจจุบัน

รูปของร้าน S. BULGARI สมัยก่อนที่ Via dei Condotti ที่กรุงโรม
รูปของร้าน S. BULGARI สมัยก่อนที่ถนน Via dei Condotti ที่กรุงโรม

จากการเปิดสาขาที่หมู่บ้าน St. Moritz และเมืองเจนีวา (Geneva) ในสวิตเซอร์แลนด์เป็นเหมือนการผูกไมตรีครั้งแรกของแบรนด์กับประเทศแห่งขุนเขาและจักรกลเวลา นอกจากนี้ในปี 74  แบรนด์ยังข้ามทวีปขยายไปถึงไกลยังนิวยอร์ค (New York) อีกด้วย เผลอแผลบเดียวก็มีสาขาทั่วโลกกว่า 75 สาขา น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งคือทุกสาขาจนถึงปี 1993 สินค้าของ BVLGARI จะวางขายที่ร้านของตนเท่านั้น เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความสามารถและความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่สามารถในการขยายตลาดด้วยตนเอง

บูติกของ BVLGARI ที่ Via dei Condotti ในกรุงโรม (ปัจจุบัน)
บูติกของ BVLGARI ที่ Via dei Condotti ในกรุงโรม (ปัจจุบัน) | Courtesy of BVLGARI

สำหรับในส่วนของนาฬิกานั้น ในช่วงแรกทาง BVLGARI ไม่ได้เน้นเป็นสินค้าหลักอยู่แล้ว แต่จะมาโด่งดังกับการออกแบบนาฬิการุ่น “BVLGARI-BVLGARI” ในปี 1977 ที่สลักชื่อแบรนด์บนขอบ bezel ไว้โดยเป็นการเอาแนวคิดซ้ำคำของเหรียญโรมันโบราณมาใช้ปรับการดีไซน์ และกลายภาพ signature ของนาฬิกา BVLGARI จนได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง แถมยังมีการทำนาฬิกาในส่วนของสุภาพสตรีที่ใช้เทคนิคที่เรียกว่า “Tubogas” ซึ่งใช้แผ่นโลหะขดเกลียวมาประกบกันมีลักษณะเหมือนกับงู ซึ่งปัจจุบันเราจะรู้จักกันจาก collection ชื่อ “Serpenti” ของแบรนด์

ขอบ bezel BVLGARI-BVLGARI | Courtesy of BVLGARI
ขอบ bezel BVLGARI-BVLGARI | Courtesy of BVLGARI
BVLGARI SERPENTI TUBOGAS | Courtesy of BVLGARI
BVLGARI SERPENTI TUBOGAS | Courtesy of BVLGARI

ในส่วนของนาฬิกาแนวสปอร์ตนั้นเริ่มในปี 1990 แต่ถ้านับการเริ่มแนวสปอร์ตจริงจังที่เจาะกลุ่มอายุน้อยลงมาจะต้องเป็นปี ค.ศ. 1997 ที่แบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิกาที่มีขอบ bezel ที่บางลง และคงมีตัวหนังสือ BVLGARI-BVLGARI ล้อมรอบอยู่บนหน้าปัด และได้ให้ชื่อว่า “Solotempo” หรือแปลได้ว่า “เพียงแค่เวลา” ปีถัดมาได้มีการเปิดตัส collection ชื่อ “Aluminium” โดยหน้าปัดและตัวเรือนนั้นทำจากอลูมิเนียมผสมเกรดเดียวกับของเครื่องบินและใช้สายที่ทำจากยางเป็นครั้งแรก นับได้ว่าเป็นต้นตระกูลของ BVLGARI Diagono Magnesium Chronograph” ที่ LWT เคยทำรีวิวไว้

การตกแต่งกลไกภายในโรงงานของ BVLGARI | Courtesy of BVLGARI
Courtesy of BVLGARI

ในส่วนของการผลิตนั้น แม้ว่า BVLGARI ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นเป็นผู้ผลิตกลไก แต่เพื่อให้คุณภาพของงานนั้นดีขึ้น ในปี ค.ศ. 1989 BVLGARI ได้ทำสัญญาที่จะร่วมมือกับทางโรงงานผลิตนาฬิกา Girard-Perregaux (GP) ใน La Chaux-de-Fonds แบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) เพื่อพัฒนาและผลิตเครื่องนาฬิกาทั้งแบบควอตซ์และแบบกลไก รวมถึง complications ต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้น แม้ต่อมาในปี 98 ทาง GP จะได้ถอนหุ้นออกจากโครงการ แต่ทาง GP ก็ยังผลิตกลไกส่งให้ BVLGARI  อยู่

Courtesy of BVLGARI
Courtesy of BVLGARI

จนถึงปัจจุบัน BVLGARI ได้พัฒนาจนกลายมาเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ทรงพลัง และมีโรงงานกระจายอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ 4 แห่งแยกกัน ที่ Le Sentier สำหรับผลิตกลไก, ที่ Saignelégier สำหรับตัวเรือน, ที่ La Chaux-de-Fonds สำหรับการผลิตหน้าปัด และโรงงานที่ Neuchâtel สำหรับการประกอบและควบคุมคุณภาพขั้นสุดท้าย ต้องยอมรับว่าเป็นการใช้ความอดทนและตั้งใจจริงของ BVLGARI ที่จะผลักดันนาฬิกาของตนให้สูงขึ้นไปพร้อมๆ ด้วยการออกแบบที่ยอดเยี่ยมและกลไกคุณภาพเข้าสู่ตลาด

Courtesy of BVLGARI
Courtesy of BVLGARI

อ้างอิง – Lucien F. Trueb. Die Zeit der Uhren. Germany: Ebner Verlag; 1999.