รีวิว – JLC Master Ultra Thin Perpetual

หนึ่งในรายชื่อแบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติยาวนานแต่มักโดนมองข้ามบ่อย ๆ ทาง LWQP คิดว่าน่าจะต้องมีชื่อของ JLC ติดโผอยู่แน่ครับ เราจึงได้ทำการติดต่อไปยังบริษัทเพื่อขอข้อมูลเชิงลึกชและนาฬิกามาทำการศึกษาและรีวิวให้ผู้อ่านได้รับชมกันกับไลน์ Master Ultra Thin ครับ

JLC Master Ultra Thin Perpetual
JLC Master Ultra Thin Perpetual

ชื่อเต็มของนาฬิกาจาก Jaeger-LeCoultre เรือนนี้คือ Master Ultra Thin Perpetual แต่เพื่อไม่ให้ยืดยาวมากเกิน เราจะขอย่อว่า MUT ก็แล้วกัน เจ้า MUT รุ่นปี 2016 ที่เข้ามานี้มีทั้งหมดอยู่ 3 แบบหลักด้วยกัน คือ ตัวเรือนสเตนเลสสตีล (หน้าปัดสีขาวและสีดำ), ตัวเรือนทองชมพู (Pink gold) และตัวเรือนทองขาว (White gold) โดยตัวเรือนทองชมพูกับทองขาวเราอาจจะแยกรุ่นย่อยได้อีกนิดหน่อยเป็นแบบประดับของเพชร 0.56 กะรัตเสริมความสวยงาม

JLC Master Ultra Thin Perpetual รุ่นสเตนเลสสตีลวางคู่กันระหว่างหน้าปัดดำและขาว
JLC Master Ultra Thin Perpetual รุ่นสเตนเลสสตีลวางคู่กันระหว่างหน้าปัดดำและขาว

จากการค้นประวัติ ต้องบอกว่า JLC ได้พยายามพัฒนาตัวเรือนนาฬิกาของตนให้บางที่สุดมานานมากแล้ว โดยเฉพาะในรุ่น Jaeger-LeCoultre Master Ultra-Thin Squelette (3.60 มิลลิเมตร) ที่รีดความบางแซงหน้า Piaget Altiplano 900P (3.65 มิลลิเมตร) ไปเพียง 0.05 มิลลิเมตร จึงถือได้ว่า JLC เป็นแบรนด์ที่ถือครองตำแหน่งนาฬิกาที่บางที่สุดในปัจจุบัน

JLC Master Ultra Thin Perpetual
JLC Master Ultra Thin Perpetual

สำหรับ JLC MUT Perpetual นั้น ตัวเครื่อง  Calibre 868/1 ที่ใช้เป็นหัวใจจักรกลนี้หนา 4.72 มม. อาจไม่ได้บางที่สุดเนื่องจากเป็นกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ (Automatic) และมีฟังก์ชันปฏิทินตลอดชีพ (Perpetual Calendar) กับข้างขึ้น-ข้างแรม (Moon phases) มาด้วย แต่ถ้าเทียบกับแบรนด์อื่นๆ เราจะพบว่า JLC ได้ผลิตกลไกพร้อมฟังก์ชันปฏิทินตลอดชีพได้บางมากไม่ได้ยิ่งหย่อนใครเลย

JLC Master Ultra Thin Perpetual
JLC Master Ultra Thin Perpetual

แม้แต่ละรุ่นย่อยจะมีความแตกต่างกันของสีหน้าปัดและกรรมวิธีผลิต แต่โดยองค์รวมจะมีเลย์เอาท์ที่เหมือนกันอยู่ หน้าปัดประกอบด้วยหน้าปัดย่อย 3 ที่คอยถ่วงน้ำหนักกัน หน้าปัดย่อยที่ 3 นาฬิกาบอกวันที่ (Date) โดยจะแสดงตัวเลขเฉพาะวันคี่ ที่ 6 นาฬิกาบอกเดือน (Month) คู่ แถมขีดแบ่งทั้งสิบสองเดือนเป็นสี่ช่วง ส่วนตำแหน่ง 9 นาฬิกาบอกวันที่ (Date) ใต้เลข 12 นาฬิกาจัดแจงด้วยช่องครึ่งเสี้ยวของฟังก์ชันข้างขึ้น-ข้างแรม (Moon phases) อาจใช้มองบอกวันตามปฏิทินจันทรคติได้ ตกแต่งด้วยพื้นสีน้ำเงินแทนท้องฟ้ายามค่ำคืนและชื่อแบรนด์พร้อมโลโก้ที่ด้านใต้ พร้อมฟังก์ชันบอกปี (Year) เลขอารบิกมาประกอบไว้เพื่อยืนยันความเป็น “Perpetual Calendar” อย่างเต็มตัว

JLC Master Ultra Thin Perpetual
JLC Master Ultra Thin Perpetual

ด้านหลังเปลือยเปล่าให้เราเห็นกลไก Calibre 868/1 ตัวตุ้มเหวี่ยงมีแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละรุ่นจากการฉลุ เรื่องพลังงานรอง เนื่องจากตัวเรือนที่ไม่ได้ใหญ่และหนา ตลับลานก็ใช้เลยใช้เพียงตลับเดียว จึงสามารถสะสมลานได้ 38 ชั่วโมง จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติไม่ได้น้อยว่าเครื่องรุ่นอื่น ๆ ในคู่ชก ตัวเครื่องประกอบด้วยทับทิม 46 เม็ด เดินด้วยความถี่ 28,800 vph ด้วยฟังก์ชันปฏิทินตลอดชีพทำให้ผู้ใช้งานหมดปัญหาเรื่องปือธิกสุรทิน (leap year) ว่ากันง่ายๆ คือไม่ต้องมานั่งตั้งนั่งคิดว่าเดือนกุมภาพันธ์จะมี 28 หรือ 29 วันหรือเดือนไหนมี 30 หรือ 31 วัน กลไกถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เสร็จสรรพไปจนถึงปี ค.ศ.2100 คงจะต้องฝากทายาทรุ่นถัดไปให้บอกรุ่นถัดไปว่าอย่างลืมส่งเจ้าเรือนนี้ไปเข้าศูนย์เพื่อเปลี่ยนจานระบุปี ค.ศ. กับ JLC ในปีดังกล่าวด้วย

JLC Master Ultra Thin Perpetual
กลไก Calibre 868/1 สังเกตุทางมุมขวาล่างจะมีตราประทับรับรอง 1000 Hours Control อยู่

นาฬิกาของ JLC ไลน์นี้เอง ก่อนจะมาถึงมือลูกค้านั้นจะต้องผ่านมาตรฐานของแบรนด์ที่ตั้งไว้เสียก่อน เราเรียกมาตรฐานนี้ว่า “1000 Hours Control” ซึ่งจะทำการทดสอบนาฬิกาที่ประกอบแล้วในสภาวะเหมือนกับที่จะต้องเจอในการสวมใส่ตามชีวิตประจำวัน ผลการประเมิณจะรวมทั้งความเที่ยงตรง สมบัติการกันน้ำ สมบัติการป้องกันสนามแม่เหล็ก การเปลี่ยนแปลงความดัน ซึ่งมากกว่าเรื่องการวัดมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ขึ้นไปอีกขั้น

JLC Master Ultra Thin Perpetual
ผู้เขียนข้อมือเล็กจัด สายเลยหลวมไปนิดครับ

ตัวเรือนขนาด 39 มม. หนา 9.2 มม. ขาตัวเรือนโค้งงับกลืนไปกับข้อมือได้ดี เข็มนาทีและชั่วโมงทรงดาบยังให้ความรู้สึกเนี๊ยบมาก หลักนาทีแบบจุดคั่นด้วยหลักชั่วโมงชุบโรเดียม รูปปลาพร้อมอักษร 5 bar แสดงสมบัติกันน้ำได้ 50 เมตร ในตอนแรกที่ได้ยินตัวเลขความหนา LWQP เองแอบตกใจเล็กน้อยเพราะดูยังไงก็ไม่น่าจะเข้าข่าย ultra thin แต่หลังการลองสวมใส่เราค่อนข้างประทับใจมากกับความบางที่สามารถซ่อนนาฬิกาเข้าไปในแขนเสื้อได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ หน้าปัดแม้จะดูแปลกตาไปบ้างกับช่องบอกปีศักราชซึ่งไม่น่าจะมีใครออกแบบแนวนี้มาให้เห็นบ่อยนักแต่ก็ไม่ได้ขัดใจเรื่องสมมาตร ภาพรวมของตัวเครื่องที่ด้านหลังเองก็สวยจากการตกแต่งด้วยสกรูน้ำเงินและกรรมวิธีการขัดแบบก้นหอย (Pèrlage) ผสมกับแบบ Côte de Genève

JLC Master Ultra Thin Perpetual
JLC Master Ultra Thin Perpetual

นอกเหนือจากเรื่องของแบรนด์ที่ยอดเยี่ยม กลไกที่ซับซ้อน และการขัดแต่งที่สวยงาม เรายังมีเกร็ดเล็กน้อยเสริมให้ว่า Doctor Strange จากจักรวาลภาพยนตร์ Marvel เองก็ใส่นาฬิกา JLC รุ่นนี้เช่นเดียวกัน จะแตกต่างตรงในหนังจะเป็นรุ่นฝาหลังปิดทึบที่สลักตัวอักษรไว้ ไม่ได้เปิดกลไกให้เห็นเหมือนกับรุ่นที่วางขาย หากต้องการสลักสามารถบอกทางร้านได้แต่จะเป็นการสลักที่ขอบฝาหลังตรงตำแหน่งที่ว่างแทน (อ่านข่าวเก่าได้ที่ “Doctor Strange กับนาฬิกา JLC Master Ultra Thin Perpetual”)

Doctor Strange กับ Jaeger-LeCoultre Master Ultra Thin Perpetual timepiece (reference 130842J)
Doctor Strange กับ Jaeger-LeCoultre Master Ultra Thin Perpetual timepiece (reference 130842J)

สำหรับราคาของ Jaeger-LeCoultre Master Ultra Thin Perpetual (Q130842J) อยู่ที่ 705,000 บาท และวางขายเฉพาะร้านบูติกของ Jaeger-LeCoultre เท่านั้น