OMEGA Speedmaster 4 รุ่นสปอร์ต จัดฉลองส่งสิ้นปี

หนึ่งในคอลเลคชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ Omega อย่าง Speedmaster ด้วยการออกแบบที่เน้นความหรูหราแต่ก็คงไว้ซึ่งความสปอร์ต ได้เปิดให้ชื่นชมและจับจองกันอีกครั้ง ณ ลาน Atrium 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่ 9 – 18 ธันวาคม 59 เพื่อเป็นการส่งท้ายปีเก่า โดยรุ่นที่น่าสนใจในไลน์ Speedmaster ในงานครั้งนี้เรารวมมาให้ทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกันคือ:

Omega Speedmaster | ©Omega
  1. “First Omega in Space” (Ref. 311.32.40.30.01.001)
  2. Moonwatch Dark Side of the Moon (Ref. 311.92.44.51.01.003)
  3. Moonwatch Dark Side of the Moon (Ref. 311.63.44.51.99.001) และ
  4. Skywalker X-33 Solar Impulse Limited Edition (Ref. 318.92.45.79.03.001)

ทาง LWT ได้รวบรวมข้อมูลเรือนเวลาดังกล่าวมานำเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านศึกษาก่อนจะเข้าไปชมเรือนจริงกันครับ

Omega Speedmaster Moonwatch “First Omega in Space”

สำหรับรุ่น Speedmaster Moonwatch “First Omega in Space” ของ Omega เป็นเรือนเวลาสปอร์ตที่นำเสนอความคลาสสิคย้อนยุค มาพร้อมกับกลไกไขลานรุ่น Omega Calibre 1861 ซึ่งเดินด้วยความถี่ 3 Hz หรือ 21,600 vph มาพร้อมฟังก์ชัน ชั่วโมง นาที วินาทีบนหน้าปัดย่อยจับเวลา (Chronograph) สามารถใช้อิงวัดกับสเกลวัดความเร็ว (Tachymeter) บนขอบเบเซิลได้ Calibre 1861 เป็นอีกกลไกจับเวลาในตำนานของแบรนด์ ที่ผ่านมาเราอาจจะเห็นได้ในเรือนเวลารุ่น CK2998 Limited Edition จาก Baselworld 2016 (อ่านรีวิวได้ที่ – Omega Speedmaster CK2998 ลิมิเต็ดประจำปี 2016ในรีวิว LWT ได้อธิบายเรื่องราวของกลไก Calibre 1861 ไว้ด้วย) ในเรี่องของกำลังสำรองทำได้ 48 ชั่วโมงตามมาตรฐาน ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลมีขนาด 39.7 มิลลิเมตร ขนาดพอเหมาะกับข้อมือสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีตามสมัยนิยมของนาฬิกาในปัจจุบัน

Omega Speedmaster Moonwatch “First Omega in Space” | ©Omega

ความสามารถในการกันน้ำของ Speedmaster Moonwatch “First Omega in Space” สามารถทำได้ที่ 5 bar หรือประมาณ 50 เมตร มาพร้อมกับสายสายหนังสีน้ำตาลเข้ม โดยสนนราคาที่ 165,000 บาท ถ้าใครชื่นชอบความคลาสสิคแห่งเรือนประวัติศาสตร์ Speedmaster เรือนนี้ เป็นหนึ่งในเรือนที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

Omega Speedmaster Moonwatch Dark Side of the Moon

ปีที่ผ่านๆ มา Speedmaster Moonwatch Dark Side of the Moon คือไลน์ย่อยของ Speedmaster ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากถึงมากที่สุดจากทั้งผู้อ่าน LWT และคอนาฬิกา ด้วยตัวเรือนสีดำ เป็นตัวแทนของความทันสมัยแต่เร้นลับของแห่งกลไกเรือนเวลา หนึ่งในนาฬิกาตัวเรือนเซรามิกแนวสปอร์ตในราคา 375,000 บาท 

Omega Speedmaster Moonwatch Dark Side of the Moon | ©Omega

หัวใจของด้านมืดแห่งดวงจันทร์เรือนนี้คือกลไก Omega Calibre 9300 ให้ความถี่ 4 Hz หรือ 28,800 vph เปี่ยมไปด้วยความทนทานจากชุดกลไกปล่อยจักรแบบ Co-Axial และความเที่ยงตรงจากการสายใยจากซิลิคอน (Silicon hairspring) ซึ่งไม่ถูกรบกวนจากสนามแม่เหล็ก มาพร้อมฟังก์ชันจับเวลา วันที่ ชั่วโมง นาที และวินาทีที่หน้าปัดย่อย รวมถึงขอบเบเซิลสลักสเกลจับเวลา (Tachymeter) ตามสไตล์ของไลน์ Speedmaster โดยกลไกสามารถมองเห็นผ่านด้านหลังตัวเรือนที่กรุกระจกแซฟไฟร์ไว้ สำรองพลังงานลานได้ 60 ชั่วโมง สำหรับตัวเรือนนั้น Omega ได้เลือกตัวเรือนขนาด 44.25 มิลลิเมตร ที่ทำจาก เซรามิกสีดำ (Black ceramic) ที่เป็นการตอกย้ำถึงจุดยืนของ Omega ที่มีต่อความก้าวหน้าในเทคโนโลยีการผลิตวัสดุประเภทนี้

Omega Speedmaster Moonwatch Dark Side of the Moon | ©Luxury Watches Thailand

เมื่อรวมชิ้นส่วน กลไก ตัวเรือน เข้ากับสายสายผ้าสังเคราะห์ จะเป็นนาฬิกาแนวสปอร์ตที่สามารถกันน้ำได้ 5 bar หรือประมาณ 50 เมตร โดย Speedmaster Moonwatch Dark Side of the Moon สนนราคาที่ 375,000 บาท

Speedmaster Moonwatch Grey Side of the Moon “Meteorite”

Omega เปิดตัวนาฬิการุ่น Speedmaster Moonwatch Grey side of the Moon “Meteorite” จากงาน Baselworld 2016 มาพร้อมกับหน้าปัดหินอุกกาบาตที่ขัดและกัดกรดเพื่อแสดงลวดลาย Widmanstätten Structure ที่ไม่สามารถทำลอกเลียนแบบได้บนโลก (อ่านข้อมูลอย่างละเอียดได้ที่ – เปิดตัว – Omega Speedmaster Grey Side of the Moon METEORITE)

Omega Speedmaster Moonwatch Grey Side of the Moon “Meteorite” | ©Omega

ตัวเรือนทำจากเซรามิกสีเทา (Grey ceramic) ขนาด 44.25 มิลลิเมตร เหมาะกับสุภาพบุรุษที่ข้อมือใหญ่ขึ้นมาหน่อยหรือผู้ชื่นชอบนาฬิกาขนาดใหญ่ ในส่วนของกลไกนั้นทาง Omega ได้เลือกที่จะใช้กลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre 9300 ที่เป็นหัวใจหลักพร้อมกับฟังก์ชัน วันที่ ชั่วโมง นาที วินาที รวมถึงขอบเบเซิลที่มีสเกลจับเวลา (Tachymeter) ความถี่ของกลไกนาฬิกาที่ 4 Hz หรือ 28,800 vph สามารถสำรองพลังงานลานได้ 60 ชั่วโมง มีการขัดแต่งอย่างสวยงามซึ่งเห็นได้ผ่านกระจกแซฟไฟร์ด้านหลังตัวเรือน

Omega Speedmaster Grey Side of the Moon “METEORITE” | ©Omega

สำหรับ Speedmaster Moonwatch Grey side of the Moon “Meteorite” มาพร้อมกับสายหนังจระเข้สีเทาที่คุมโทนเข้ากับหน้าปัดและตัวเรือน มีความสามารถกันน้ำได้ 5 bar หรือประมาณ 50 เมตร สำหรับราคานั้น ทาง Omega ได้ตั้งค่าตัวไว้ที่ 489,000 บาท เป็นหนึ่งในเรือนเวลาจาก Omega ที่ได้รับความสนใจมากจากงาน Baselworld 2016

Speedmaster Solar Impulse Limited Edition

สำหรับ Omega รุ่น Speedmaster Solar Impulse Limited Edition มีขนาดตัวเรือนเท่ากับ 45 มิลลิเมตร ทำจากวัสดุไทเทเนียมน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบนาฬิกาขนาดใหญ่ ขับเคลื่อนด้วยกลไก Omega​ Calibre 5619 ที่เป็นกลไกแบบควอตซ์ (Quartz) แสดงผลได้ทั้งแบบเข็มและแบบดิจิทัล พร้อมกับฟังก์ชันที่พัฒนาและทดสอบโดย European Space Agency (ESA) สามารถจุพลังงานแบตเตอรี่ยาวนานได้ 24 เดือน

Omega Speedmaster Solar Impulse Limited Edition | ©Omega

เมื่อรวมนาฬิกากับสายผ้า NATO สีน้ำเงินฟ้าเดินขอบเขียวทำให้แม้จะมีขนาดใหญ่แต่ก็คงความคล่องตัวไว้ สามารถกันน้ำได้ 3 bar หรือ 30 เมตร จำกัดการผลิตเพียง 1,924 เรือนทั่วโลก และมีที่เมืองไทยเพียง 10 เรือนเท่านั้น สนนราคาอยู่ที่ 184,000 บาท 

Omega Speedmaster Solar Impulse Limited Edition | ©Omega

ถ้าใครไปที่งานณ ลาน Atrium 2 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่ 9 – 18 ธันวาคม 59 อย่าลืมนำรูปขึ้นข้อสวย ๆ มาฝาก LWT ด้วยนะครับ เพียงแค่โพสต์รูปของคุณใน Facebook หรือ Instagram แล้วใส่ #LWTCLUB แค่นี้ทางทีมงานก็จะเห็นรูปที่ผู้อ่านฝากมาแล้วครับ

เพียงเพิ่ม @LWTCLUB เป็นเพื่อนใน LINE เท่านั้น ก็สามารถติดตามข่าวสารนาฬิกาอย่างไม่ตกกระแส และไม่พลาดที่จะรับสิทธิพิเศษสำหรับผู้อ่านของ LWT โดยเฉพาะ