รีวิว – TUDOR Heritage Black Bay 2016

TUDOR ได้เปิดเหล่าเรือนเวลารุ่นใหม่ Black Bay ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก in-house ภายในงาน Baselworld 2016 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งถ้าเรากลับไปอ่านข่าวเก่าของ LWQP จะทราบว่าทีมงานเราได้รวมรุ่น TUDOR Heritage Black Bay ไว้ให้ชมแล้วทุกรุ่น อ่านต่อที่ “รวม Tudor Heritage Black Bay ทุกรุ่นจากงาน Baselworld 2016” ซึ่งตัวที่เป็นเรือธงนำหน้ากระแสเห็นจะเป็นรุ่นที่ทำจากบรอนซ์ Heritage Black Bay Bronze แต่อาจจะไม่ทันได้วางบนตู้โชว์ เพราะนิยมกันจนขายเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว แต่เรือนที่น่าสนใจในมุมมองของ LWQP กลับไม่ใช่ตัวเรือนบรอนซ์ แต่เป็นรุ่นขอบสีแดงที่เตะตาของเราจนต้องหยิบขึ้นมาทำรีวิว เราทีมงาน LWQP ขอมอบรีวิว TUDOR Heritage Black Bay เรือนนี้เป็นของขวัญปีใหม่สำหรับผู้อ่านทุกท่านครับ

TUDOR Heritage Black Bay | © Luxury Watches Thailand

การประกาศจุดยืนของ Tudor ในการเป็นผู้ผลิตนาฬิกาอย่างแท้จริงในครั้งที่เปิดตัวนาฬิการุ่น North Flag ที่มาพร้อมกับกลไก in-house เป็นครั้งแรก ทำให้จุดยืนของแบรนด์แข็งแกร่งขึ้นมาก จากเดิม Tudor จะถูกกลบปิดอยู่ภายใต้พี่ใหญ่อย่าง Rolex มาอย่างยาวนาน ทำให้ LWQP ได้เริ่มติดตามความเคลื่อนไหวของแบรนด์นี้ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมาในรีวิวรุ่น Pelagos ซึ่งเรานำ Tudor มาขึ้นข้อเป็นครั้งแรก จนถึงการนำเสนอข่าวของ Tudor อย่างต่อเนื่อง LWQP เชื่อว่าผู้อ่านของเราน่าจะดีใจที่ได้เห็นความเติบโตนี้ไปพร้อมๆ กับเราเช่นกันครับ

TUDOR Heritage Black Bay | © Luxury Watches Thailand

ไลน์ Black Bay เป็นคอลเลคชันที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Tudor นับตั้งแต่เปิดตัวมาในปี 2014 ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งราคาค่าตัวในการสู่ขอก็ไม่สูงจนเกินไป จึงเหมาะกับผู้เริ่มต้นที่กำลังมองหานาฬิกาเรือนแรกๆ หรือการคงแนวทางการออกแบบที่ยังเคารพตัวตนอย่างเหนียวแน่น อย่างแรกที่เราสามารถวางใจได้คือเรื่องของเข็มชั่วโมงทรงเกล็ดหิมะ (Snowflake) บรรจุพรายน้ำขนาดใหญ่ จากการลองใช้งานพบว่าสามารถอ่านเวลาได้ง่ายมากทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน ทรงเข็มนี้เกิดจากการพัฒนาตามคำขอของกองทัพเรือฝรั่งเศส (Marine nationale) ซึ่งทาง Tudor เริ่มใช้ครั้งแรกใน Ref. 7016 ตั้งแต่ปี 1968 มีการปรับเปลี่ยนการข้อความบนหน้าปัดเป็น CHRONNOMETER OFFICIALLY CERTIFIED จาก ROTOR SELF-WINDING ในปี 2015 

TUDOR Heritage Black Bay | © Luxury Watches Thailand

กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมที่เลือกใช้สามารถลดการสะท้อนลงได้ แถมยังทนทานต่อแรงดันมากกว่าเมื่อเทียบกับกระจกนาฬิกาแบบแบนปกติในความหนาเดียวกัน เม็ดมะยมขันเกลียว หน้าปัดสีดำพร้อมหลักชั่วโมงสามเหลี่ยมที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาทำให้สามารถอ่านเวลาได้ชัดเจนมากขึ้นในน้ำ ขอบเบเซิล (Bezel) เป็นแบบหมุนได้ทิศทางเดียว (Unidirectional) ช่วยป้องกันข้อผิดพลาดระหว่างการใช้งานใต้น้ำได้เพราะการเมื่อเวลาดำน้ำแล้ว ออกซิเจนในถังจะน้อยลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเวลาใต้น้ำที่น้อยลง หากเกิดการเกี่ยวหรือกระแทกจนทำให้เบเซิลหมุนกลับมาและทำให้การคำนวณเวลาใต้น้ำผิดพลาด อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์อันน่าเศร้าได้

TUDOR Heritage Black Bay | © Luxury Watches Thailand

ตัวเรือนขนาด 41 มม. ขัดด้าน (Satin) ขนาดนาฬิกาจึงไม่ใช่ปัญหาในการสวมใส่กับคนข้อมือปกติ สามารถกันน้ำได้ลึก 200 ม. ตัวขอบเบเซิลนอกจากสีเบอร์กันดีที่เราเลือกนำมานำเสนอในครั้งนี้ก็ยังจะมีสีดำและสีน้ำเงินอีก โดยในบริเวณเม็ดมะยมและของเบเซิลเป็นอลูมิเนียมและมีการปรับปรุงพื้นผิวพร้อมเคลือบสีแดงด้วยกรรมวิธีอโนไดซ์ (anodized aluminium) ถ้าอธิบายง่าย ๆ ในการอโนไดซ์คือการทำให้ชั้นออกไซด์ของอลูมิเนียมนั้นหนาขึ้นกว่าการเกิดเองโดยธรรมชาติด้วยกรรมวิธีทางไฟฟ้าเคมี เป็นการปรับปรุงสภาพพื้นผิวของอลูมิเนียมให้ดีขึ้น ระหว่างกรรมวิธีดังกล่าวพื้นผิวที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะเป็นหลุมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางระดับนาโน ซึ่งมีปริมาตรพอที่จะให้เม็ดสีนั้นเข้าไปเติมเต็มในหลุมนั้น เมื่อชุบกับสีแล้วก็จะต้องนำชิ้นส่วนไปต้มเพื่อให้รูนั้นปิดและเม็ดสีจะถูกขังอยู่ภายใน ทำให้ anodized aluminium นั้นมีสีที่คงทนยาวนานกว่าการทาหรือชุบสีแบบธรรมดา ถ้าผู้อ่านมองไม่เห็นภาพ ลองจินตนาการโน๊ตบุ๊คอลูมิเนียมของ apple หรือฝาหลังของ iphone ก็จะเป็น anodised aluminium เช่นกัน

TUDOR Heritage Black Bay | © Luxury Watches Thailand

กลไกอัตโนมัติ in-house รุ่น MT5602 (MT มาจาก Manufacture TUDOR) เดินด้วยความถี่ 28,800 vph (4Hz) ใช้สายใยนาฬิกา (Hairspring) จากซิลิคอน ที่ลดปัญหาเรื่องแรงเสียดทานและผลกระทบจากการขยายตัวทางปัจจัยเรื่องอุณหภูมิ (Thermal Expansion) รวมถึงไม่สามารถถูกเหนี่ยวนำด้วยสนามแม่เหล็กได้ รับประกันความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC อัตราความคลาดเคลื่อนวันละ -4/+6 วินาที ใช้สะพานยึดจักรกรอกเป็นแบบยึดสองจุด (Transversal bridge) ทำให้สามารถกระจายแรงได้ดีกว่า ซึ่งรูปแบบ transversal bridge เราคุ้นตาจากแบรนด์พี่ Rolex อยู่แล้ว MT5602 สามารถสำรองพลังงานลานได้ 70 ชั่วโมง ยาวนานและสะดวกมากในชีวิตประจำวัน เทียบกับ Calibre 2824 (ETA 2824 รุ่นสูงสุด) ใน Black Bay ปี 2015 ที่ทำได้แค่ 38 ชั่วโมงจะพบว่ารุ่นในปี 2016 นี้ทำการบ้านได้ดีขึ้นมาก 

TUDOR Heritage Black Bay | © Luxury Watches Thailand

Black Bay มาพร้อมกับสายนาฬิกา 3 ชนิดให้เลือกเปลี่ยน ทั้งสายสแตนเลส สายหนัง และสายผ้า NATO โดย LWQP เลือกสายผ้าถักมาถ่ายนำเสนอในครั้งนี้เพราะหากดูจากประวัติศาสตร์นาฬิกาดำน้ำ สาย NATO เป็นสิ่งทีแสดงตัวตนของความทนทานได้เยี่ยมไม่แพ้สายโลหะ ถึงแม้ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่ได้ใช้นาฬิกาเหล่านี้เป็นอุปกรณ์มากเท่าสมัยก่อน การที่ไม่ต้องใช้การดูแลหรือระมัดระวังมากในการใช้งานก็ยังสร้างความยืดหยุ่นในชีวิตจริงได้มากอยู่ดี แถมทาง TUDOR นั้นให้ความสำคัญกับการผลิตสายชนิดนี้มาก แบรนด์เลือกใช้เทคนิคทอแบบยกดอก (Jacquard technique) มาเสริมรายละเอียดให้กับสาย ยกระดับความสปอร์ตโดยรวมให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก  นับเป็นแบรนด์แรกๆ ที่หันกลับมาให้ความสำคัญกับการผลิตสายแนวนี้และยังคงรักษาความสำเร็จได้อย่างน่าทึ่ง

TUDOR Heritage Black Bay | © Luxury Watches Thailand

โดยสรุปแล้ว TUDOR Heritage Black Bay เรือนนี้ยังคงความคลาสสิคเอาไว้ แต่ยกระดับกลไกขึ้นไปอีกขั้นด้วย in-house movement เป็นการตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ว่า เป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ผลักดันและพัฒนากลไกของตนได้ และด้วยราคา 119,500 บาท ทีม LWQP เชื่อว่าเป็นหนึ่งในนาฬิกาพร้อมกลไก in-house ที่ผู้อ่านของ LWQP ควรจะเก็บไว้ในใจ

ติดตามบทความใหม่ ๆ พร้อมค้นหารีวิวที่ถูกใจ เพียงแค่สมัครสมาชิกผ่าน Facebook Messenger ของ LWQP เข้าไปที่ https://m.me/lwqpwatch แล้วเริ่มต้นการใช้งานได้ทันที!