รีวิว – Richard Mille RM 50-03 McLAREN F1

แบรนด์ Richard Mille (RM) เป็นแบรนด์ที่สร้างปฏิหาริย์ได้บ่อยครั้ง หนึ่งในคุณสมบัติที่พวกเขาชอบเอาชนะคือเรื่องของน้ำหนักตัวเรือน โดยในงาน SIHH 2017 ที่ทีม LWQP มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมนั้น ทางแบรนด์มีการเปิดตัวนาฬิกาจับเวลารุ่นใหม่ RM 50-03 ที่ผ่านการร่วมออกแบบกับผู้ผลิตรถยนต์สปอร์ตอย่าง McLaren F1 โดยหลังจากได้อ่านคำโปรยของแบรนด์ที่ว่า “นาฬิกาโครโนกราฟจักรกลที่เบาที่สุดในโลก” ทำให้เราเกิดความสนใจและสงสัยว่าอะไรกันที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ RM ในครั้งนี้ แน่นอนว่าเราได้หาคำเฉลยนั้นมาให้ผู้อ่านผ่านรีวิวในบทความนี้แล้วครับ

RM 50-03 Tourbillon Split Seconds Chronograph Ultralight Mc Laren F1 | ©LWQP

ตัวเรือนขนาด 44.5 มม. เป็นแบบ 3 ชิ้น ซึ่งประกอบด้วยวัสดุ 2 ชนิดผสมกัน นั่นคือไทเทเนียมเกรด 5 และคาร์บอน Graph TPT™ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “Graphene” (กราฟีน) ซึ่งเป็นวัสดุจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (University of Manchester) ที่มีรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ปี 2010 เป็นประกัน แน่นอนว่าเด่นเรื่องน้ำหนัก ไม่เช่นนั้น RM 50-03 คงไม่สามารถลดน้ำหนักตัวเรือนพร้อมสายลงเหลือ 43.5 กรัมได้ 

RM 50-03 Tourbillon Split Seconds Chronograph Ultralight Mc Laren F1 | ©LWQP

เรื่องของกราฟีนผมเคยค้นหาอ่านพวกนิตยสารทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ก็มักจะเห็นว่ามีการขึ้นหัวข้อว่าเป็นวัสดุไฮเทคแห่งอนาคตที่มีการใช้งานในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ เพราะสามารถนำไฟฟ้าและนำความร้อนได้ดี มีลักษณะโครงสร้างนั้นเป็นลักษณะรังผึ้งที่มีความหนาเท่าอะตอมเพียงชั้นเดียว​ ที่เกิดจากการบีบอัดด้วยด้วยแรงดันมหาศาล

RM 50-03 Tourbillon Split Seconds Chronograph Ultralight Mc Laren F1 | ©LWQP

ในเรือนเวลาของ Richard Mille นี้ ใช้กราฟีนที่อาศัยการซ้อนทับกันของโครงร่างคาร์บอน TPT เหลื่อมกัน 600 ชั้นด้วยเทคโนโลยีของ North Thin Ply Technology (NTPT®) ทำให้สมบัติเชิงกลดีขึ้นอย่างมาก โครงสร้างโมเลกุลที่ปิดทึบขนาดนี้ยังสามารถป้องกันแม้แต่โมเลกุลก๊าซฮีเลียม (He) ที่เป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดได้ แถมยังแข็งแกร่งกว่าเหล็กถึง 200 เท่าแต่เบากว่า 6 เท่า โดยนำกราฟีนมาเข้ากระบวนการทำ composite material โดยการเรียงเป็นชั้น ๆ ตามมุมองศาที่กำหนดเพื่อให้รับแรงรอบด้านได้ดี นำมาผสานด้วยเรซิ่นเพื่อให้สามารถทำให้ขึ้นรูปเป็นชิ้นงาน และสุดท้ายนำไปเข้า autoclave ที่ 120°C และความดัน 6 บาร์ เพื่อให้โครงสร้างอัดแน่นขึ้น

RM 50-03 Tourbillon Split Seconds Chronograph Ultralight Mc Laren F1 | ©LWQP

เนื่องจากเรานำกราฟีนหลาย ๆ ชั้นมาจัดเรียงตามมุมองศาต่าง ๆ ทำให้เวลาตัดเป็นตัวเรือนทำให้มีลักษณะลวดลายตามมุมองศาการตัดที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องที่เราคงจะคุ้นเคยกันดีกับการใช้คาร์บอนในนาฬิกาที่มีการอ้างว่า “ลวดลายแต่ละเรือนไม่เหมือนกัน จึงทำให้นาฬิกาเรือนนั้นเป็นเรือนเดียวในโลกก็ว่าได้” แต่ถ้าหากเรามองในมุมกลับกัน การทำให้ตัวเรือนคาร์บอนมีลวดลายที่เหมือนกันทุกเรือน “ยากกว่า” การทำให้ไม่เหมือนกัน ดังนั้น LWQP จึงไม่คิดว่าลวดลายที่แตกต่างของตัวเรือนเป็นประเด็นที่ควรนำมาเป็นจุดขาย แต่แบรนด์นาฬิกาควรนำคุณสมบัติเชิงกลของวัสดุที่ยอดเยี่ยมมาเป็นจุดขายเสียมากกว่า

RM 50-03 Tourbillon Split Seconds Chronograph Ultralight Mc Laren F1 | ©LWQP

ด้วยเหตุผลเรื่องน้ำหนัก แน่นอนว่าหน้าปัดเองก็ต้องฉลุเพื่อตัดส่วนเกินออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราจึงสามารถมองทะลุไปยังกลไกด้านหลังได้ แท่นเครื่องทำจากไทเทเนียมเกรด 5 กับคาร์บอน TPT™ ซึ่งผ่านการขัดตกแต่งด้วยมือ กลไกของ RM 50-03 เป็นแบบตูร์บิญอง (Tourbillon) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากระบบกันสะเทือนแบบปีกนก (Wishbone) ซึ่งใช้ในรถแข่งสูตรหนึ่งของ McLaren ซึ่งตรงจุดนี้เป็นจุดร่วมที่เชื่อม McLaren ให้เข้ามาร่วมด้วยเพราะเป็นทีมแข่งที่มีประสบการณ์กับการนำกราฟีนกับไทเทเนียมมาใช้ประโยชน์กับการรีดน้ำหนักรถ F1 ของตน โดย RM 50-03 เป็นนาฬิกาเรือนแรกที่เปิดตัวหลังจากการเซ็นความร่วมมือ 10 ปีระหว่าง Richard Mille และ McLaren-Honda ซึ่งเริ่มตั้งแต่ในปี 2016 ที่ผ่านมา

RM 50-03 Tourbillon Split Seconds Chronograph Ultralight Mc Laren F1 | ©LWQP

เมื่อเรามองผ่านเรื่องของตัวเรือนไป LWQP ได้เห็นความตั้งใจของ Richard Mille ที่พยายามจะลดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกให้เพื่อรีดน้ำหนักให้ได้น้อยที่สุด เท่าที่เทคโนโลยีจะไปถึง จากคำโฆษณาที่ว่า

A 7-GRAM MECHANISM THAT CAN RESIST VIOLENT SHOCKS OF UP TO 5,000 G

เป็นการประกาศว่า Richard Mille ได้ก้าวข้ามความท้าทายทางด้านเทคนิค ด้วยกลไก Calibre RM50-03 ที่มีน้ำหนักเพียง 7 กรัมด้วยการฉลุตรงพื้นที่แท่นเครื่องและชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เป็นการเพิ่มน้ำหนักโดยไม่จำเป็นออกไป นอกจากนั้นยังมีการยกเครื่องออกแบบชุดปากคีบ (Clamp) ของกลไกแบบเข็มวินาทีแยก (Split Second) เพื่อลดแรงเสียดทานและพลังงานที่ใช้ในตอนใช้ฟังก์ชันจับเวลาให้น้อยลงได้ ฟันของชิ้น column wheel ได้มีการเปลี่ยนลดลงเหลือเพียง 6 ซี่เพื่อให้ทำงานได้นุ่มนวลและทนทานมากขึ้น ทำให้ Calibre RM50-03 สามารถสำรองพลังงานลานได้ยาวนานถึง 70 ชั่วโมง และทนแรงกระแทกได้ 5000 G เป็นอะไรที่ทนทานอย่างมาก

ปุ่มกด start/stop, reset และ split second ของที่ด้านข้างของ Richard Mille เรือนนี้ ได้รับการออกแบบโดยใช้แรงบันดาลใจจากช่องอากาศเข้าด้านข้างตัวรถรถแข่งของ McLaren ส่วนเม็ดมะยม บริเวณซีลยางได้รับการออกแบบเลียนตามล้อรถ ซึ่งจะโค้งรับตัวเรือนพอดีราวกับว่าได้รับการออกแบบตามอากาศพลศาสตร์ของเหล่ารถแข่งต่าง ๆ 

RM 50-03 Tourbillon Split Seconds Chronograph Ultralight Mc Laren F1 | ©LWQP
RM 50-03 Tourbillon Split Seconds Chronograph Ultralight Mc Laren F1 | ©LWQP

นอกจากเรื่องของการจับเวลา RM 50-03 ยังมาพร้อมกับ Torque Indicator ที่เป็นสเกลเตือนเช่นเดียวกับแถบบอกพลังงานสำรอง (Power Reserve Indicator) ที่ครึ่งหน้าปัดบน เพียงแต่ว่าจะบอกว่าผู้ใช้งานควรจะขึ้นลานช่วงไหนที่ทำให้ลานสามารถส่งกำลังได้เต็มประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังช่วยให้ผู้ใช้ไม่ขึ้นลานเกินจนลานขาดเป็นการป้องกันเกิดความเสียหายได้ แถบ W N H ที่บริเวณ 3 นาฬิกายังช่วยป้องกันความสับสนของผู้ใช้ในการขึ้นลาน โดยเมื่อจะขันลานสเกลจะขึ้นเป็น W (Winding) ส่วนตำแหน่งปกติจะเป็น N (Neutral) และขึ้น H (Handsetting) เมื่อทำการหมุนปรับเวลา ราคาค่าตัวอยู่ที่ 980,000$ หรือประมาณ 34,545,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 28/02/2017) ไม่ค่อยน่าแปลกใจนักเพราะจากชื่อแบรนด์และค่า R&D มหาศาลแถมยังจำกัดการผลิตเพียงแค่ 75 เรือนทั่วโลก ถ้ามองข้ามเรื่องนี้ไปทาง LWQP บอกได้เลยว่าในเรื่องของเทคโนโลยี การออกแบบ และความทนทาน RM 50-03 เรียกได้ว่าคือสุดยอดนาฬิกาสปอร์ตที่ทำให้เราต้องยกนิ้วให้สำหรับปี 2017 นี้ นอกจากนาฬิกาแล้วทาง RM ยังจะแถมโมเดลรถแข่ง McLaren-Honda ของ Fernando Alonso สเกล 1/5 ให้เป็นของแถมอีกหนึ่งชิ้นด้วยครับ

RM 50-03 Tourbillon Split Seconds Chronograph Ultralight Mc Laren F1 | ©LWQP