LWQP เยี่ยมชมโรงงานเรือนเวลา BVLGARI

หนึ่งในสี่โรงงานผลิตเรือนเวลาของ BVLGARI ที่ Le Sentier ซึ่งเป็นโรงงานหัวใจสำคัญในการผลิตกลไกหลักที่ประกอบไปด้วย กลไกของเรือนเวลาแกรนด์คอมพลิเคชั่น (Grand Complication) กลไกบางเฉียบแบบ ฟินิสซิโม่ (Finissimo) รวมถึงกลไกแบบ โซโลเทมโปที่เป็นกลไกขึ้นลานอัตโนมัติปกติ (Solo Tempo) ซึ่งจะรวมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบไปจนถึงการประกอบเข้าเป็นกลไก ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทาง LWQP ได้รับโอกาสให้เข้าไปเยี่ยมชมการผลิตครบวงจรของโรงงาน BVLGARI แห่งนี้ เพื่อนำเรื่องราวมาฝากผู้อ่านของเราอย่างเจาะลึกกันครับ

โรงงาน BVLGARI ที่ Le Sentier ใน Vallée de Joux | ©LWQP

โรงงานนี้จะแบ่งออกเป็นด้วยกันหลัก ๆ สี่แผนกด้วยกัน คือ

  1. แผนกออกแบบและผลิตกลไกต้นแบบ
  2. แผนกผลิตและขึ้นรูปชิ้นส่วนต่าง ๆ ของกลไกด้วย เครื่อง CNC
  3. แผนกขัดแต่งชิ้นส่วน
  4. แผนกประกอบกลไกโดยช่างนาฬิกา

โดยในส่วนของการออกแบบกลไกนั้น จะเป็นการทำงานของเหล่าทีมงานเทคนิคและวิศวกร ที่จะนำตัวอย่างของกลไกรุ่นใหม่มาวิจัย โดยทางวิศวกรจะออกแบบทุกชิ้นส่วนด้วยโปรแกรมจำลองสามมิติในคอมพิวเตอร์​ เมื่อออกแบบทุกอย่างเสร็จแล้วจะสามารถส่งโปรแกรมสั่งผลิตจากคอมพิวเตอร์ลงไปที่เครื่องจักร CNC เพื่อให้ผลิตชิ้นส่วนเหล่านั้นออกมาทำการทดลองประกอบเป็นกลไก โดยกระบวนการดังกล่าวจะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าที่จะสามารถปรับแบบให้สมบูรณ์ได้

แผนกออกแบบและผลิตกลไกต้นแบบ | ©LWQP

ในแผนกที่สองคือส่วนของการผลิตชิ้นส่วนเรือนเวลาที่จะกินพื้นที่ค่อนข้างมาก เพราะเครื่อง CNC ต่าง ๆ จะต้องใช้พื้นที่มากในการทำงาน โดย LWQP ได้เข้าไปชมในส่วนของการผลิตแท่นเครื่องและชิ้นส่วนเป็นอันดับแรก ซึ่งทางผู้ผลิตจะนำแผ่นทองเหลืองที่เจาะรูตามมาตรฐานมาเข้าในเครื่อง CNC milling machine ซึ่งจะมีทั้งแบบ 3 แกน และ 5 แกน ตามความซับซ้อนของชิ้นงาน กระบวนการผลิตต่าง ๆ จะเป็นแบบอัตโนมัติ จะมีช่างเทคนิคเพียงไม่กี่คนดูแล ที่จะต้องนำชิ้นส่วนเข้าเครื่องและตรวจสอบความถูกต้องของชิ้นงานอย่างสม่ำเสมอ

แผนกผลิตโดย CNC milling machine | ©LWQP
การผลิตชิ้นส่วนด้วย CNC | ©BVLGARI

หลังจากกระบวนการผลิตจาก CNC milling machine จะได้ชิ้นส่วนที่มองด้วยตาแล้วนั้นแม่นยำมาก ๆ แต่ในการผลิตนาฬิกานั้นยังคงไม่เพียงพอ เพราะรูต่าง ๆ บนชิ้นส่วนและแท่นเครื่องจะต้องมีความคลาดเคลื่อนที่น้อยกว่า CNC milling machine จะทำได้ ดังนั้นชิ้นส่วนบางชิ้นจะต้องถูกส่งเข้าไปเก็บรายละเอียดด้วยเครื่อง EDM wire cut ที่ใช้ไฟฟ้าตัดด้วยลวด

แท่นเครื่องและช้ินส่วนต่าง ๆ จาก CNC milling machine | ©LWQP

สำหรับการตัดชิ้นงานด้วย EDM wire cut นั้น ผู้ผลิตได้ใช้ลวดทองเหลืองขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.1 มิลลิเมตร ที่วิ่งด้วยความเร็ว 15 มิลลิเมตรต่อวินาทีจากปลายหนึ่งสู่ปลายหนึ่ง โดยจะมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน โดยการตัดนั้นจะใช้ประกายของไฟฟ้าเมื่อสัมผัสกับผิวโลหะในการทำให้ชิ้นส่วนโลหะค่อย ๆ ขาดไปโดยไม่ได้รับอิทธิพลของความร้อนใด ๆ

EDM wire cut ที่โรงงาน BVLGARI | ©LWQP
ภายในของเครื่อง wire cut | ©LWQP

ระหว่างการตัดโดยลวดทองเหลืองนั้น ชิ้นส่วนจะต้องอยู่ภายใต้น้ำ DI หรือ deionized water ที่ไม่นำไฟฟ้า เพื่อไม่ให้กระแสไฟฟ้านั้นวิ่งผ่านตัวนำอื่นได้ และสำหรับส่วนที่ยากที่สุดคือการที่ช่างเทคนิคจะต้องร้อยลวดเข้าไประหว่างชิ้นงาน เช่นเดียวกับการสนเข็ม แม้ว่าบางเครื่องจะสามารถร้อยลวดได้อัตโนมัติแต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะร้อยได้สมบูรณ์เสมอไป ดังนั้นช่างเทคนิคจะต้องตรวจสอบเรื่องของความเรียบร้อยในการร้อยลวด และตรวจสอบความยาวลวดว่าเหลือพอสำหรับชิ้นงานหรือไม่ เป็นงานที่จะต้องใช้ความชำนาญพอสมควร

ชิ้นส่วนต่าง ๆ หลังจาก EDM wire cut | ©LWQP
ชิ้นส่วนหลังจาก EDM wire cut | ©LWQP

นอกจากแท่นเครื่องและชิ้นส่วนต่าง ๆ แล้ว BVLGARI ยังคงผลิตเฟืองและจักรสำหรับนาฬิกาด้วยตนเอง ซึ่งจะแยกออกไปอีกทางปีกหนึ่งของโรงงาน เมื่อเข้าไปเราจะเห็นเครื่องจักรที่มีลักษณะเป็นแท่งยาวที่ใช้สำหรับการผลิตเฟืองโดยจะต้องนำแท่งโลหะมาใส่เข้าไปในช่องเหมือนกับปืนลูกโม่ แล้วเมื่อเครื่องทำงานจะสามารถทำงานได้ต่อเนื่องตลอดเวลา

เครื่องผลิตชิ้นส่วนเฟือง | ©LWQP
ชิ้นส่วนเฟืองต่าง ๆ จากเครื่องผลิตเฟือง | ©LWQP

หลังจากเครื่องจักรผลิตชิ้นส่วนออกมาแล้ว เฟืองต่าง ๆ จะได้ถูกนำเข้าไปขัดในเครื่องขัดเพื่อให้พื้นผิวของชิ้นส่วนนั้นสวยงาม โดย LWQP ได้ถ่ายทำขั้นตอนของกระบวนการนี้มาให้ชมในรูปแบบวิดีโอครับ

หลังจากการผลิตชิ้นส่วนแล้ว LWQP ได้เข้าไปแผนกของการขัดแต่งชิ้นส่วน เพราะชิ้นงานจากเครื่อง CNC จะไม่ได้มีความสวยงาม จึงจะต้องมีการขัดขอบชิ้นส่วนให้ได้ 45 องศา ขัดลายก้นหอย (perlage) บนแท่นเครื่อง และขัดลาย geneva strips

ขัดแต่งชิ้นงานให้งดงามก่อนการประกอบ | ©LWQP
การขัดแต่งชิ้นงานแต่ละชิ้นด้วยมือ | ©BVLGARI

สำหรับการทำลวดลายก้นหอยทาง BVLGARI ยังคงใช้ความชำนาญของช่างฝีมือในการขัดลาย ซึ่งผู้ผลิตหลายๆ ที่นั้นได้เริ่มนำเครื่องจักรมาทำหน้าที่แทน

การขัดลาย perlage บนแท่นเครื่องด้วยความชำนาญของช่างฝีมือ | ©LWQP
การขัดลาย perlage บนแท่นเครื่อง | ©BVLGARI

แผนกสุดท้ายคือการประกอบชิ้นส่วนกลไกต่าง ๆ โดยในส่วนนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือส่วนของกลไกธรรมดารุ่น solotempo และแบบบาง finissimo จะถูกประกอบในห้องเดียวกัน แต่สำหรับแกรนด์คอมพลิเคชั่นต่าง ๆ จะแยกออกไปอีกห้องหนึ่ง ที่จะมีเพียงช่างนาฬิกามากประสบการณ์เท่านั้น ที่จะได้รับคัดเลือกให้ประกอบเรือนเวลาขั้นสูงเหล่านี้

การประกอบกลไกเรือนเวลาโดยช่างนาฬิกา | ©LWQP
การประกอบกลไกเรือนเวลาโดยช่างนาฬิกา | ©LWQP

ในส่วนของการประกอบ ช่างนาฬิกาแต่ละคนจะค่อย ๆ นำแต่ละชิ้นส่วนเข้ามาประกอบจนสำเร็จ โดยระหว่างการประกอบจะต้องมีการตรวจสอบด้วยเครื่องมือวัดต่างๆ รวมถึงไขควงทุกอันจะต้องมีการจำกัดแรงบิด เพื่อให้ยืนยันได้ว่า กลไกแต่ละชุดนั้นจะอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อถึงมือผู้ใช้

การประกอบกลไกเรือนเวลาโดยช่างนาฬิกา | ©LWQP

ระหว่างการเดินดูงาน LWQP ได้เห็นกลไกของ BVLGARI Papillon Tourbillon ที่เพิ่งประกอบเสร็จใหม่ ๆ ส่งตรงจากมือของช่างนาฬิกา จึงขอถ่ายรูปและวิดีโอเพื่อมาฝากผู้อ่านของเราครับ

BVLGARI Papillon Tourbillon | ©LWQP

สุดท้ายของการเยี่ยมชมโรงงาน LWQP ได้เข้ามาในส่วนที่เป็นความฝันของเหล่าช่างทำนาฬิกา เพราะห้องนี้จะมีเพียงช่างนาฬิกามากประสบการณ์เท่านั้น ที่ได้รับโอกาสในการเข้ามาประกอบเหล่าเรือนเวลาแกรนด์คอมพลิเคชั่น ที่เรือนหนึ่งอาจจะต้องใช้เวลาหลายอาทิตย์ หรือบางเรือนจะต้องใช้เวลาเป็นเดือน เช่น Daniel Roth Carillon Tourbillon Minute Repeater ที่ LWQP ได้เคยรีวิวไว้ “รีวิว – BVLGARI Daniel Roth Carillon Tourbillon Minute-Repeater”

ช่างผู้ชำนาญในห้องประกอบกลไกแกรนด์คอมพลิเคชั่นที่มีความซับซ้อนสูง | ©LWQP

แน่นอนว่าห้องนี้จะเป็นห้องที่เงียบที่สุด และวิวตรงหน้าต่างสวยที่สุด เพื่อให้ช่างทำนาฬิกาสามารถตั้งสมาธิกับงานที่ทำได้รวมถึงผ่อนคลายทุกครั้งเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

มุมผ่อนคลายจากงานที่ตึงเครียดของช่างนาฬิกา | ©LWQP

BVLGARI ได้ทดสอบกลไก Carillon Minute Repeater ให้ LWQP ได้ชมบนจอภาพที่ขยายมาแล้ว ซึ่งเราไม่พลาดที่จะนำวิดีโอการทำงานของกลไกแสนซับซ้อนมาฝากกัน

ก่อนจะจบการเยี่ยมชม LWQP ได้เหลือบไปเห็นเรือนเวลาที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือนเวลาของ BVLGARI ที่มีมูลค่าสูงที่สุด รุ่น Grande Sonnerie Quantième Perpétuel ที่ประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นหลากหลาย ที่จะต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการผลิต จึงเป็นเรือนที่จะผลิตเฉพาะเมื่อมีการสั่งซื้อเท่านั้น แค่ราคาเริ่มต้นก็เฉียดล้านสวิสฟรังก์แล้ว

Grande Sonnerie Quantième Perpétuel | ©LWQP

หลังจากการเยี่ยมชมโรงงานของ BVLGARI ที่ Le Sentier ตั้งแต่ต้นจบครบทุกกระบวนการ ทำให้ LWQP ต้องยอมรับว่า BVLGARI ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตนาฬิกาที่จริงจัง และเราคาดหวังว่าจะได้พบกับเรือนเวลารุ่นใหม่ที่ท้าทายขอบเขตแห่งวิศวกรรมและนำหน้าด้วยการออกแบบในอนาคตอันใกล้

ถ่ายรูปคู่กับ Jean-Christophe Babin, CEO ของ BVLGARI

ถ้าผู้อ่านชื่นชอบบทความและรีวิวของ LWQP ต้องห้ามลืมที่จะเพิ่ม @LWQP เป็นเพื่อนใน LINE (อย่าลืม @ หน้าชื่อ) เพราะเราจะอัพเดทข้อมูลใหม่บน LINE ส่งตรงถึงมือผู้อ่านอย่างทันเหตุการณ์