Baselworld 2017 | Rolex Sea-Dweller 50th Anniversary

ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่สำคัญสำหรับ Rolex เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 50 ปีของไลน์การผลิตนาฬิกาดำน้ำอย่าง Sea-Dweller ที่เริ่มผลิตครั้งแรกในปี 1967 เพื่อตอบสนองกับความต้องการอันไร้ที่สิ้นสุดของมนุษย์ในการดำดิ่งลงไปสู่ก้นสมุทร คุณสมบัติการกันน้ำนั้นคือข้อเด่นที่สามารถใช้ในการแยกความแตกต่างระหว่าง Sea-Dweller และ Submariner ที่บางคนบอกว่าหน้าตาคล้ายคลึงกัน แต่เมื่อ Sea-Dweller ได้เปิดตัวออกมานั้น เรือนเวลานี้สามารถทานทนแรงดันใต้น้ำได้ถึง 610 เมตร (2000 ft) เหนือกว่า Submariner ในช่วงเวลาเดียวกันถึง 3 เท่า และเป็นนาฬิกาดำน้ำที่มาพร้อมกับฮีเลียมวาล์ว (Helium valve) แบบแรกที่เปิดทำตลาดให้สาธารณชนได้จับจองเป็นเจ้าของ (Ref.5514 เป็นรุ่นแรกของ Rolex ที่ได้รับการติดตั้งฮีเลียมวาล์วแต่ผลิตขายให้แต่กับ COMEX ที่เป็นบริษัทเชี่ยวชาญการทำงานในสภาวะใต้น้ำลึก ไม่ได้วางจำหน่ายทั่วไป)

Rolex Sea-Dweller 50th Anniversary | ©QP Thailand

สำหรับ Rolex Oyster Perpetual Sea-Dweller (Ref.126600) เรือนนี้มีจุดน่าสนใจมากอยู่หลายจุด โดย LWQP จะขอกล่าวถึงเรื่องของหน้าปัดเป็นอย่างแรก การกลับมาของ SEA-DWELLER สีแดงตระหง่านท้าทายบนพื้นหน้าปัดดำเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เห็นสีนี้มาหลังจากการหันมาใช้ตัวอักษรสีขาวล้วนในรุ่น Ref. 1665 “Great White”  ตั้งแต่ปี 1977 เข็มนาฬิกาทรงเมอร์ซิเดส (Mercedes) ยังคงเป็นเอกลักษณ์เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวสารเรืองแสง Chromalight ที่บรรจุมาให้นั้นให้แสงสีน้ำเงินส่องสว่างสมใจ (ให้แสงยาวนานกว่า SuperLuminova และสีของแสงนั้นกระตุ้นเซลล์รับแสงในตาได้ดีกว่า จึงมองเห็นได้ละเอียดในความเข้มแสงเดียวกัน) อีกหนึ่งจุดของเรื่องของหน้าต่างวันที่ ก่อนหน้านี้ไลน์ Sea-Dweller นั้นไม่เคยได้รับการติดตั้งเลนส์ Cyclops บนกระจกหน้าปัดแซฟไฟร์เพื่อขยายให้สามารถมองวันที่ได้เด่นชัดเหมือน Submariner มาก่อนเพราะไม่มีความจำเป็นนักในการใช้งานจริงใต้น้ำลึกอย่างที่ได้ถูกออกแบบมา Ref.126600 เรือนนี้จึงเป็นก้าวที่สำคัญและคงจะกลายเป็นอีกหนึ่ง milestone ของนาฬิกาดำน้ำจาก Rolex เพราะเป็นการปรับให้เข้ากับการใช้งานปกติบนบก

Rolex Sea-Dweller 50th Anniversary | ©QP Thailand

ขอบตัวเรือน (Bezel) หมุนทวนเข็มนาฬิกาได้ทิศทางเดียวตามวิสัยของนาฬิกาดำน้ำเพื่อให้นักดำน้ำตั้งเวลาไว้ได้ก่อนว่าจะใช้เวลาใต้น้ำ (Bottom Time) มากน้อยเพียงใด วัสดุขอบตัวเรือนทำจากวัสดุเซรามิกที่เรียกว่า Cerachrom ซึ่งขึ้นชื่อในการป้องกันรอยขีดข่วนและแสง UV ได้แถมเคลือบแพลตินัมด้วยกรรมวิธี PVD ดังนั้นจึงค่อนข้างหายห่วงเรื่องรอยขนแมวและสีที่ซีดลงเมื่อใช้ไประยะเวลานาน ตัวเรือนทรง Oyster ที่ Rolex เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 1926 นั้นยังได้รับการยอมรับว่าเป็นรูปลักษณ์ตัวเรือนที่ยอดเยี่ยมในการกันน้ำจากการใช้เม็ดมะยมและฝาหลังที่มีลักษณะเป็นเกลียว แต่หลังจากนั้น 5 ปีทาง Rolex ก็ได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่เป็น Oyster Perpetual ด้วยการติดตั้งตุ้มเหวี่ยงเพื่อให้กลไกสามารถขึ้นลานช่วยได้โดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องมาหมุนเกลียวเม็ดมะยมออกก่อน ดังนั้น Ref.126600 เรือนนี้ที่ประกอบด้วยตัวเรือนแบบ Oyster และติดตั้งกลไก calibre 3235 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติจึงมีชื่อนำว่า Oyster Perpetual ได้อย่างไม่ต้องสงสัย

Rolex Sea-Dweller 50th Anniversary | ©QP Thailand

กลไกชุดใหม่ Calibre 3235 ได้รวมรวมเทคโนโลยีรุ่นใหม่ รวมถึง know-how ที่ Rolex ได้จดสิทธิบัตรไว้กว่า 14 ใบ รวมถึงการนำเทคโนโลยี UV-LiGA ซึ่งมาจากภาษาเยอรมันว่า UVLithographie,Galvanik และ Abformung ซึ่งเป็นคำย่อที่มาจากกรรมวิธี 3 ขั้นตอน ด้วยเทคโนโลยีนี้จึงทำให้ Rolex สามารถผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เที่ยงตรงและแม่นยำมาก สิ่งที่ LWQP เห็นได้หลักๆ จากการเลือกใช้ UV-LiGA หลักๆ คือระบบเฟืองที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นจากการลด backlash ของเฟือง ซึ่งทาง Rolex เองก็ได้ให้ข้อมูลว่า “Time setting is very precise with no play” ซึ่งหมายความว่าการตั้งเวลาของกลไก calibre 3235 นั้นจะไม่มีความคลาดเคลื่อนหรือช่องว่างของเฟืองเลย นอกจากความเที่ยงตรงของชุดเฟืองที่ดีขึ้นแล้วกลไกปล่อยจักรแบบ Chronergy ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถผลิตด้วยเทคโนโลยีจากเครื่อง CNC หรือ EDM (การตัดด้วยไฟฟ้าเช่น Wire-cut EDM หรือไวร์คัทที่เราเรียกกันในภาษาไทย) โดย Rolex ได้ทำวิจัยในรูปแบบของ Swiss lever และปรับรูปให้ดีขึ้นแบบและเปลี่ยนมาใช้โลหะที่เจือนิกเกิลและฟอสฟอรัสเพื่อลดผลกระทบจากสนามแม่เหล็ก จึงทำให้ Chronergy Escapement ลดการสูญเสียพลังงานเมื่อเทียบกับ Swiss leverได้ถึง 15% ซึ่งมีผลโดยตรงกับพลังงานลานสำรองที่เพิ่มขึ้นจนสามารถแตะได้ที่ 70 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเพิ่มกระปุกลาน ความเที่ยงตรงเองก็น่าประทับใจเพราะทำไว้อยู่ที่  -2/+2 วินาทีต่อวันตามการรับประกัน Superlative Chronometer ที่บัญญัติเพิ่มในปี 2015 ส่วนหนึ่งเป็นผลงานของสายใยนาฬิกาแบบ Parachrom ที่เที่ยงตรงกว่าสายใยแบบปกติถึง 10 เท่า (ถ้าในแง่ความเที่ยงตรง LWQP คิดว่าสามารถขึ้นชกกับ Patek Philippe Seal ที่ทำไว้ที่ -3/+2 วินาทีต่อวันได้สบาย)

Rolex Sea-Dweller 50th Anniversary | ©QP Thailand

จากการสังเกตที่เม็ดมะยมจะพบว่าใต้ตรามงกุฏประจำแบรนด์นั้นจะมีจุดอยู่ 3 จุดเรียงกันเป็นเหมือนคำใบ้ว่าเม็ดมะยมของ Sea-Dweller เรือนนี้ล็อคด้วยระบบ TripLock ซึ่งใช้ยาง O-ring ถึง 4 ตัวในการผนึกป้องกันน้ำ Ref. 126600 เรือนนี้มีสมบัติป้องกันน้ำได้อย่างน่าประทับใจ ที่ 1,220 เมตร (4,000 ft) ตัวเรือนสแตนเลส 904L ขนาด 43 มม. ขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่า Sea-Dweller ทั่วไป 3 มม. จึงเป็นอีกจุดที่สามารถใช้จำแนกระหว่าง Submariner กับ Sea-Dweller ได้เป็นอย่างดี หากเราพลิกไปดูที่ข้างซ้ายของตัวเรือนบริเวณ 9 นาฬิกาก็จะพบกับอีกหนึ่งพระเอกคือฮีเลียมวาล์วที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนทางออกให้กับแก๊สฮีเลียม (He) ซึ่งมักจะแทรกเข้าไปในนาฬิกาตอนที่นักดำน้ำต้องใช้อากาศที่ผสมด้วยแก๊สชนิดนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคน้ำหนีบ หากไม่มีทางออกให้ He จะมีวิธีออกซึ่งไม่น่าดูชมเท่าไรนักคือการดันกระจกนาฬิกาออกมาแทน (มีวิธีแก้อีกหลายวิธี เช่น ทำตัวเรือนให้แน่นมากที่สุดจนกระทั่ง He เข้าไม่ได้ซึ่งเราจะพบได้ใน Omega ตระกูล Proploof)

Rolex Sea-Dweller 50th Anniversary | ©QP Thailand

แม้ว่าอาจจะมีคนที่ใส่  Rolex Oyster Perpetual Sea-Dweller (Ref.126600) เรือนนี้ลงไปดำน้ำจริงไม่มากนัก แต่ทาง Rolex เองก็ได้เลือกใช้หัวสาย Oysterlock ป้องกันการหลุด 2 ชั้นผสมกับระบบขยายสาย Glide lock มาให้สำหรับให้ผู้ใช้งานสามารถปรับสายได้อย่างยืดหยุ่นตามความหนาของชุดดำน้ำ LWQP เห็นว่านี่เป็นการกลับมาอย่างน่าภาคภูมิของ Sea-Dweller แบบปกติหลังจากที่ได้ห่างหายไปหลังจากการอัพเกรดเป็น Sea-Dweller DEEPSEA ในปี 2008 และการไปท่องร่องลึกร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนาพพร้อมผกก.เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) ของ Sea-Dweller DEEPSEA CHALLENGE ในปี 2012

Rolex Sea-Dweller 50th Anniversary | ©QP Thailand

Rolex Sea-Dweller 50th Anniversary เรือนใหม่จาก Baselworld 2017 สนนราคาในไทยอย่างเป็นทางการที่ 402,900 บาท