Chronometric Tests & Hallmarks EP.03 (Geneva Seal)

ประวัติศาสตร์นิยามคุณค่าของสถานที่ให้เราระลึกถึงการเกิดขึ้นและการมีอยู่ของสิ่งต่าง ๆ ณ ที่แห่งนั้น เฉกเช่นเดียวกับตราสัญลักษณ์อันทรงเกียรติในเชิงช่างนาฬิกา Geneva Seal (เจนีวา ซีล) หรือ Poinçon de Genève (ปวงซง เดอ เฌแนฟ) ที่มีต้นกำเนิดของมาจากตอนต้นของศตวรรษที่ 17 ในยุคที่นครเจนีวากลายเป็นบ้านพักพิงหลังใหม่ให้กับพวก Huguenot (อูเกโนต์) กลุ่มช่างฝีมือชาวฝรั่งเศสที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปแตสแตนต์ ที่ได้เดินทางรอนแรมจากบ้านเกิด เพื่อขอลี้ภัยทางการเมืองและศาสนาเข้าไปอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ โดยมันสมองของชาติเหล่านี้ได้กระจุกตัวรวมกันอยู่ที่นครเจนีวา ช่างนาฬิกาพลัดถิ่นเหล่านี้ได้ใช้ความสามารถของตนที่มีอยู่ใช้ทำมาหากินพร้อมกับเนรมิตให้เจนีวาเจริญรุ่งเรืองขึ้น เป็นศูนย์กลางการประดิษฐ์นาฬิกาจักรกลที่สำคัญของโลกในเวลาอันสั้น

Geneva by ITU Pictures | CC BY 2.0

กาลต่อมา เจนีวาได้กลาย เป็นย่านการค้าและธุรกิจนาฬิกาที่มีชื่อเสียงเลื่องลือติดอันดับโลก ทำให้ยอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศของยุโรปเดินทางเข้าหากินในเจนีวากันมากขึ้นเรื่อยๆ หลายครั้งที่เกิดปัญหาผลงานออกมาไม่ได้คุณภาพ เพราะแม้ว่าตัวนาฬิกาจะสร้างสรรค์ขึ้นที่เจนีวา แต่ก็ผลิตโดยคนนอกสกุลช่างเจนีวาที่ไม่ได้ใส่ใจในความประณีตเท่ากับต้นตำรับเจ้าของสูตร ประกอบกับการระบาดของสินค้านาฬิกาปลอมแปลงเลียนแบบผลงานสกุลช่างเจนีวาที่ผลิตขึ้นที่อื่น แต่แอบอ้างใช้ชื่อสกุลช่างเจนีวา ปัญหานี้ได้ส่งผลกระทบแง่ลบต่อภาพลักษณ์ผลงานนาฬิกาสกุลช่างเจนีวาที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องของคุณภาพความประณีตบรรจง

ตราประจำเมืองเจนีวา | ©Public Domain

ด้วยเหตุนี้ ช่างนาฬิกาในสกุลช่างเจนีวารวมพลังกันเรียกร้องให้เจ้าเมืองผู้ปกครองตรากฎหมายที่ชื่อ Loi sur le contrôle facultatif des montres (ลัว ซูร์ เลอ กองโทรล ฟาคูลตาตีฟ เดส มงเตรอะส์) ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1886 ว่าด้วยการระบุเอกลักษณ์ผลงานขนานแท้และรับรองคุณภาพนาฬิกาสกุลช่างเจนีวาที่สมควรได้รับตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพ Geneva Seal โรงเรียนช่างนาฬิกาแห่งเจนีวาที่ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นหน้าที่ของสำนักงานตรวจสอบแห่งเจนีวา ทั้งนี้ตัวผลงานนาฬิกาต้องผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ของกฏเหล็กเดิมทั้ง 12 ประการดังต่อไปนี้

  1.  งานฝีมือของส่วนประกอบเครื่อง รวมทั้งกลไกเพิ่มเติมต่างๆ ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานนาฬิกาของสำนักงานตรวจ สอบแห่งเจนีวา ชิ้นส่วนที่เป็นโลหะต้องได้รับการขัดเงาตามและส่วนผิวหน้าที่มองเห็นได้ต่างๆ ต้องได้รับการขัดเรียบ หัวสกรูต้องได้รับการขัดเงาและร่องสกรูต้องได้ขัดเกลาแต่งขอบ
  2. ชิ้นส่วนกลไกทั้งหมดในส่วนของชุดเกียร์ถ่ายกำลังและระบบปล่อยจักรต้องติดตั้งทับทิมกันสึกหรอที่ต้องขัดแต่งภายในรู ด้านสะพานจักร ทับทิมกันสึกต้องเคลือบแข็งครึ่งหนึ่งและขัดแต่งฐานรองรับทับทิมกันสึก ส่วนตรงฐานรองปลายทับทิมกันสึกของเฟืองกลางไม่จำเป็นต้องขัดแต่ง
  3. สปริงสายใยจักรกรอกควรยึดลงในร่องด้วยดุมที่มีหัวและบ่ากลม โดยอนุญาตให้ใช้ดุมแบบเลื่อนขยับได้
  4. ดัชนีปรับแต่งค่าทั้งแบบแบ่งค่าหรือแบบปรับแต่งต้องติดตั้งด้วยตัวยึดจับ ยกเว้นกลไกบางเฉียบไม่ต้องใช้ระบบจับยึด
  5. ระบบควบคุมจักรกรอกที่มีรอบการหมุนแบบรัศมีแปรผันนั้น อนุญาตให้ใช้ได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนด
  6. ล้อเฟืองของชุดเกียร์ถ่ายกำลังต้องตกแต่งมุมทั้งด้านบนและล่าง สำหรับเฟืองที่หนา 1.5 มม.หรือบางกว่า อนุญาตให้ขัดเงาสำหรับด้านสะพานจักรด้านเดียวพอ
  7. ในการประกอบชุดเฟืองจักร เช่น แกนเดือยหมุนและผิวหน้าเดือยหมุน ต้องเว้นพื้นที่สำหรับขัดเงา
  8. เฟืองหนีจากต้องหนักเบาและหนาไม่เกิน 0.16 มิลลิเมตร ในกลไกนาฬิกาขนาดใหญ่นั้น เฟืองหนีต้องหนาไม่เกิน 0.13 มิลลิเมตร ส่วนกลไกนาฬิกาที่บางกว่า 0.18 มิลลิเมตร ผิวหน้าด้านล็อกกันต้องได้รับการขัดเงาด้วย
  9. มุมตรงข้ามของคานโยกต้องถูกกันด้วยขอบกั้นแบบติดตั้งตายตัว เพื่อแยกของหมุดสลักหรือดุมต่าง ๆ
  10. ชิ้นส่วนกลไกเคลื่อนไหวที่ต้องติดตั้งกับระบบรองรับแรงกระแทกนั้นเป็นที่ยอมรับได้
  11. ล้อเฟืองสับสปริงและเฟืองก้านมะยมต้องขัดแต่งให้ได้ตามรูปแบบที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้
  12. ไม่อนุญาตให้ใช้ลวดสปริง
Geneva Seal ที่ประทับบนแท่นเครื่องของนาฬิกา Roger Dubuis | ©Roger Dubuis

ในปี 2012 ทางสำนักงาน Geneva Seal ได้ออกมาประกาศกฎเกณฑ์การทดสอบใหม่ให้เข้มงวด หลังจากถูกวิจารณ์หนักว่าที่ผ่านมา Geneva Seal ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบรายละเอียดขัดแต่งมากกว่าเรื่องของประสิทธิภาพ ดังนั้น สำนักงานผู้ตรวจสอบจึงชำระปรับปรุงกฎใหม่ที่เน้นให้ความสำคัญกับกลไกที่ประกอบติดตั้งเข้ากับตัวเรือนนาฬิกา โดยเปิดทางให้ Timelab (ไทม์แลป) หรือโรงงานผู้ผลิตนาฬิกาในเจนีวาต้องทดสอบอัตราความเที่ยงตรงแม่นยำของกลไกติดตั้งเข้ากับตัวเรือนเป็นเวลา 7 วัน จะทำการทดสอบด้วยเครื่องหมุนที่ตัวนาฬิการอบหนึ่งใน ± 1 นาที ด้วยระยะเวลา 14 ชั่วโมงและทดสอบความเที่ยงตรงแม่นยำในแต่ละตำแหน่งเป็นเวลา 10 ชั่วโมง ส่วนกลไกจับเวลานั้น จะถูกทดสอบในวันแรกของการทดสอบ ค่าความคลาดเคลื่อนของนาฬิกาทดสอบในสภาพการจำลองการสวมใส่จริงในระยะเวลา 1 สัปดาห์ ต้องไม่เกิน 1 นาที โดยอัตราค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ ± 8.6 วินาทีต่อวัน

ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ขัดแต่งอย่างงดงามตามมาตรฐาน Geneva Seal ของ Roger Dubuis | ©Roger Dubuis

ขณะที่ฟังก์ชันกลไกเสริมอื่นๆ เช่น ระบบปฏิทิน กลไกตีบอกเวลา สมการเวลาและระบบต่างๆ ต้องถูกทดสอบด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับการทดสอบระบบกันน้ำต้องทนทานแรงดันน้ำได้ไม่ต่ำกว่า 30 เมตรหรือมากกว่า รวมถึงระบบสำรองพลังงานต้องสามารถสำรองลานได้ตามที่แบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกากล่าวอ้างในตอนแรก ในภาคแสดงเวลานั้น จะทดสอบความแม่นยำในตำแหน่ง Dial Up นอกจากนี้ ชิ้นส่วนประกอบกลไกนาฬิกาเข้ากับตัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นวงแหวนยึด ปุ่มกดปรับแต่งค่าการทำงาน และปุ่มกดอื่นๆ ต้องผ่านการขัดแต่งให้ได้กฎเกณฑ์ที่วางไว้เบื้องต้น หากนาฬิกาเรือนใดสามารถผ่านด่านทดสอบพวกนี้ไปได้ มันก็จะได้รับการประทับตรา Geneva Seal เพียงที่เดียวบนแท่นเครื่องหรือไม่ก็บริเวณสะพานจักร พร้อมกับแจกประกาศนียบัตรรับรองที่ระบุหมายเลขเครื่องและตัวเลข โดยออกให้ใบเดียวต่อนาฬิกา 1 เรือนที่สามารถสอบผ่านบททดสอบนี้ไปได้ ด้วยรูปแบบทดสอบใหม่ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ช่วยยกระดับคุณภาพผลงานนาฬิกาที่ได้รับตรา Geneva Seal เวอร์ชั่นใหม่ที่เริ่มบังคับใช้ในปี 2013 นี้ให้ใกล้เคียงกับมาตรทดสอบนาฬิกาชั้นสูงสุดหินในเวลานี้อย่าง Fleurier Quality Foundation Seal มากขึ้น

การขัดแต่งชิ้นส่วนตามมาตรฐาน Geneva Seal ของ Roger Dubuis | ©Roger Dubuis

สำหรับตอนต่อไปเราจะนำมาตรฐาน Fleurier Quality Foundation Seal ขึ้นมานำเสนอในเดือนเมษายน เพราะในอาทิตย์หน้า LWQP จะไปปฏิบัติภารกิจที่งาน Baselworld 2017 งานแสดงนาฬิกาและเครื่องประดับระดับโลก ซึ่งเราจะรายงานให้ผู้อ่านของเราอย่างใกล้ชิดติดขอบสนาม

ติดตามบทความใหม่ ๆ พร้อมค้นหารีวิวที่ถูกใจ เพียงแค่สมัครสมาชิกผ่าน Facebook Messenger ของ LWQP เข้าไปที่ https://m.me/lwqpwatch แล้วเริ่มต้นการใช้งานได้ทันที!