B-Uhr นาฬิกาต้นหนแห่งน่านฟ้าเยอรมนี

สงครามเป็นเหมือนกับยุคทองของมนุษยชาติในการพัฒนาเทคโนโลยีหลากหลายแบบให้รุดหน้า แน่นอนว่า “อากาศยาน” ก็เป็นผลพลอยได้ที่ถูกปลุกเร้าพัฒนาจากไฟสงคราม จากเครื่องบินปีก 2 ชั้นติดเครื่องยนต์กำลัง 130 แรงม้าสู่เครื่องบินปีกชั้นเดียวพร้อมเครื่องยนต์ทะลุ 2,000 แรงม้าในช่วงเวลาไม่เกิน สามทศวรรษปี จากตำนานเสืออากาศบารอนแดงผู้เปรียบเหมือนอัศวินยุคใหม่สู่เด็กน้อยที่เติบใหญ่กลายเป็นนักบินแห่งไรช์ที่ 3 หนึ่งในมหาอำนาจทางการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

นักบินเยอรมันจากปี 1941
Duitse piloten in bommenwerper” โดย Nationaal Archief 

นาฬิกากลายเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้บนเครื่องบิน ไม่ว่าเครื่องบินชนิดไหนก็ต้องมีติดไว้ อย่างน้อยก็ร่วมบนแผงควบคุม นั่นก็เพื่อใช้ในการนำร่องอากาศยานร่วมกับเครื่องวัดแดด (sextant) แผนที่การบิน (flight chart) และเข็มทิศ และเนื่องจากในภารกิจจริงนั้นเครื่องบินรบไม่ได้บินเป็นเส้นตรงไปยังเป้าหมายได้ตลอด ต้องมีเปลี่ยนเส้นทางกันบ้างจากสภาพอากาศหรือหลบเลี่ยงโครงข่ายป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึก ต้นหนและนักบินยังต้องค้นหาตำแหน่งของเครื่องบินตนเองและกะปริมาณของเชื้อเพลิงที่เหลือในถัง แน่นอนว่าเมื่อไม่มีเชื้อเพลิงใบพัดก็ไม่หมุน ความเที่ยงตรงของกลไกนาฬิกาจึงสำคัญไม่แพ้กับปัจจัยอื่นๆ เลยเช่นกัน

 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1939 – 1945) กระทรวงการบินเยอรมันได้มีการกำหนดมาตรฐานของนาฬิกาต้นหน  (Beobachtungsuhr) หรือ B-Uhr ขึ้นสำหรับใช้งานในกองทัพอากาศที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ เรือนเวลาจะต้องถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนการทำงานของต้นหนในสมัยสงครามได้อย่างเต็มที่สมบทบาท (ในปัจจุบัน B-Uhr ได้พัฒนากลายมาเป็นหนึ่งในรูปแบบของนาฬิกานักบินที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงไม่เสื่อมคลาย)

Ref. 431 Big Pilot’s Watch รุ่นแรกของปี 1940 | ©LWQP

ที่ผู้เขียนได้สัมผัสและนำเสนอมาในคอลัมน์วันนี้คือนาฬิกา B-Uhr ที่เป็นที่ต้องการระดับต้นๆ ใน 5 อันดับเสือนาฬิกานักบินเยอรมัน นั่นคือ IWC รุ่น Ref.431 ที่ใช้กลไก Cal. 52 SC (“52T-19”’ H6 S.C.”) ความกว้าง 19-22 ลิญจน์ มี swan neck regulator สำหรับปรับความเที่ยงตรง เรือนเวลาได้รับการทดสอบจากหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์เกซุนด์บรูนเนินประจำเมืองกลาสฮึทเทอ (Glashütte) เนื่องจาก IWC นั้นผลิตเพียงแค่ 1,000 เรือนสำหรับกองทัพอากาศเยอรมันและส่งมอบในปี 1940 ทำให้มีแต่แบบหน้าปัด Type A เท่านั้น (แบรนด์ที่ผลิตส่งเยอรมันทั้ง ๕ แบรนด์มี A. Lange & Söhne, IWC, Stowa, Laco และ Wempe)

IWC Ref. 431 Big Pilot’s Watch รุ่นแรกของปี 1940 | ©LWQP

หน้าปัดนาฬิกา Type A จะมีลักษณะเด่นคือ ตำแหน่ง 12 นาฬิกาจะไม่ใช้เลข 12 ตามปกติแต่จะเป็นหลักชั่วโมงรูป △ พร้อมจุด 2 จุดข้างที่มุมบนสุด เพื่อให้สามารถบอกทิศทางได้ทันทีที่มองและสามารถใช้เป็นนาฬิกาแดดเพื่อหาทิศเหนือจริง (True North) ร่วมกับอุปกรณ์นำร่องอื่นๆ

ตำแหน่ง 12 นาฬิกาจะไม่ใช้เลข 12 ตามปกติแต่จะเป็นหลักชั่วโมงรูป △ พร้อมจุด 2 จุดข้างที่มุมบนสุด | ©LWQP

ถ้าหากว่าเป็นหน้าปัดแบบ Type B จะมีวงชั่วโมงเสริมด้านในเสมอกับเข็มสั้น มีลูกศรชี้ขึ้นไปที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาแต่ไม่มีจุดสองจุดกำกับร่วม ตัวอย่างเช่น Fliegerarmbanduhr Kal. 48.1 ของ A. Lange & Söhne ที่ผลิตในช่วงปี 1941-1945

นาฬิกานักบิน B-Uhr ของ A. Lange & Söhne ขับเคลื่อนด้วยกลไก cal. 48.1 มาพร้อมหน้าปัดแบบ Type B ปีการผลิตระหว่าง 1941-1945 | ©LWQP

คุณลักษณะมาตรฐานที่บ่งบอกถึงความเป็น B-Uhr นั้นคือตัวเรือนจะไม่มีความวาวของโลหะให้รบกวนกับมาตรวัดอื่นๆ ของเครื่องบินหรือมาสะท้อนต้องตาศัตรู เพราะแสงสะท้อนเพียงนิดเดียวที่มาเข้าตาก็อาจหมายถึงความตายได้ ตัวเรือนมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 มม. ด้านในบุด้วยเหล็กอ่อนเพื่อมุ่งให้เกิดปรากฎการณ์กรงของฟาราเดย์เพื่อเบี่ยงเบนสนามแม่เหล็กไม่ให้กลไกด้านในถูกเหนี่ยวนำด้วยสนามแม่เหล็ก

ด้านหลังตัวเรือนของ IWC Ref. 431 Big Pilot’s Watch รุ่นแรกของปี 1940 | ©LWQP
เม็ดมะยมขนาดใหญ่ของ IWC Ref. 431 Big Pilot’s Watch รุ่นแรกของปี 1940 | ©LWQP

เข็มนาฬิกาได้สีน้ำเงินมาจากกรมวิธีการให้ความร้อนโดยเตาซึ่งเป็นวิธีการป้องกันสนิมที่นิยมกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (กรรมวิธีนี้ในวงการนาฬิกาชั้นสูงยังต้องผลิตโดยใช้ช่างฝีมือที่มีความชำนาญสูง โดยจากการที่ผมสอบถามช่างของแบรนด์ Mühle Glashütte /SA. ที่รักษากรรมวิธีนี้ไว้อยู่ได้บอกว่าช่างจะทำงานส่วนนี้เพียงแค่ 4 ชม. สีน้ำเงินจะต้องเหมือนกับสีดอกข้าวโพด) ใช้เม็ดมะยมมีขนาดใหญ่เพื่อให้สามารถปรับเวลาได้สะดวกแม้แต่ตอนใส่ถุงมือหนัง ซึ่งพบอยู่ 2 ทรงคือแบบหัวหอมกับแบบรูปเพชร สามารถหยุดตั้งเข็มวินาทีได้เพื่อความแม่นยำสูงระดับวินาที เวลาต้องใกล้เคียงกันมากที่สุดในเครื่องบินแต่ละเครื่องโดยเทียบกับนาฬิกาที่ตั้งอยู่ที่หอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ของทร.เยอรมันเป็นหลักก่อนออกปฏิบัติภารกิจและสามารถปรับได้ขณะอยู่บนฟ้าร่วมกับเครื่องวัดแดด และด้านข้างตัวเรือนจะตีอักษร FL 23883 ที่ด้านซ้ายสำหรับบ่งบอกว่าเป็นนาฬิกาสำหรับต้นหน (FL = สำหรับการบิน, 23 = รหัสแทนต้นหน)

ข้างตัวเรือนจะตีอักษร FL 23883 ที่ด้านซ้ายสำหรับบ่งบอกว่าเป็นนาฬิกาสำหรับต้นหน (FL = สำหรับการบิน, 23 = รหัสแทนต้นหน) | ©LWQP

ในส่วนของสายนาฬิกา B-Uhr จะใช้สายนาฬิกาหนังกระบือย้ำหมุดแบบยาวพิเศษ (270 มม.) นั่นก็เพื่อให้สามารถพันรอบเสื้อแจ็คเก็ตหนังที่ลูกเรือสวมใส่อยู่ตลอดได้ (โดยมาตรฐานแล้วเครื่องบินทิ้งระเบิดเยอรมันจะบินอยู่ที่เพดานบิน 4,500 เมตร จึงแปลว่าบนนั้นจะมีอุณภูมิลดต่ำกว่าที่ระดับน้ำทะเล 30 องศาเซลเซียส ยิ่งถ้าเป็นฤดูหนาวด้วยแล้วย่อมไม่สนุกแน่ถ้าใส่เสื้อบางๆ ขึ้นไป นอกเหนือจากการย้ำหมุดที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้มากขึ้นไม่ขาดง่ายๆ จากขานาฬิกาขนาด 27 มม. แล้ว ยังมีประโยชน์ในการใช้สำหรับปรับขนาดให้เข้ากับข้อมือของต้นหนแต่ละนายอีกด้วย สายนาฬิกาประเภทนี้นั้นจะไม่หลุดจากข้อมือทันทีแม้ปลดหัวสายแล้วเพราะยังมีสายหนัง 2 ชั้น อีกชั้นหนึ่งที่เลือจะยังพันรอบข้อมืออยู่ซึงเป็นวิธีป้องกันความผิดพลาดแบบไม่ได้ตั้งใจวิธีหนึ่ง (foolproof)

สายนาฬิกาหนังกระบือย้ำหมุดแบบยาวพิเศษ (270 มม.) ของ B-Uhr | ©LWQP
สายนาฬิกาหนังกระบือย้ำหมุดแบบยาวพิเศษ (270 มม.) ของ B-Uhr | ©LWQP
สายนาฬิกาหนังกระบือย้ำหมุดแบบยาวพิเศษ (270 มม.) ของ B-Uhr | ©LWQP

ในส่วนของเรื่องกลไกนั้น B-Uhr จะต้องมีความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ ที่มีการตรวจสอบคุณภาพด้วยการทดสอบการวาง 6 ตำแหน่งและที่ 3 อุณหภูมิ โดยจะใช้สายใย (hairspring) แบบ Breguet curve หรือ Overcoil ที่เป็นรูปแบบของการขดสายใยสำหรับนาฬิกาที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดสำหรับนาฬิกา บนหน้าปัดจะไม่มีคำหรืออักษรบอกว่าผลิตจากแบรนด์ไหนเพื่อไม่ให้รบกวนความสามารรถในการอ่านเวลา และพรายน้ำต้องเห็นได้ชัดเจนและสว่างไสวอยู่ตลอดเวลา คุณสมบัตินี้ได้ถูกเติมเต็มได้ด้วยพรายน้ำเรเดียม (Ra) ซึ่งเป็นธาตุกัมมันตรังสีสุดอันตรายแต่เป็นที่นิยมในยุคนั้น

หน้าปัดและหลักชั่วโมงที่แต้มพรายน้ำของ IWC Ref. 431 Big Pilot’s Watch รุ่นแรกของปี 1940 | ©LWQP

ด้วยประวัติศาสตร์และความเที่ยงตรงของเรือนเวลาที่เป็นส่วนร่วมผสมการชิงไหวชิงพริบ เมื่อรวมกับกระแสเวลากับความโหดร้ายของสงครามจึงทำให้เหล่านาฬิกา B-Uhr ในอดีตจึงมีมูลที่ค่าสูงมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะ IWC ที่เป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาสวิสที่ยอมผลิตตามคำสั่งซื้อจากนาซีเยอรมันในช่วงแรกก่อนที่จะเลิกส่งมอบแล้วหันไปผลิตให้กองทัพอากาศหลวง (Royal Air Force) แห่งฝ่ายสัมพันธมิตรแทน เราพบว่าล่าสุดจากข้อมูลการของบริษัทประมูล Christie’s เมื่อเคาะราคาไปเมื่อเดือนมิถุนาคมปีค.ศ.2015  ได้ปิดประมูลด้วยราคา 33,125 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท เห็นกันแล้วใช่มั้ยครับว่า นาฬิกาเรือนหนึ่งนั้นมีเรื่องราวมากมายให้ได้เล่าขานและเรียนรู้มากไม่ใช่น้อยเลย

IWC Ref. 431 Big Pilot’s Watch รุ่นแรกของปี 1940 | ©LWQP
ติดตามบทความใหม่ ๆ พร้อมค้นหารีวิวที่ถูกใจ เพียงแค่สมัครสมาชิกผ่าน Facebook Messenger ของ LWQP เข้าไปที่ https://m.me/lwqpwatch แล้วเริ่มต้นการใช้งานได้ทันที!

แหล่งอ้างอิง

  1. Jason Ang.Pilot’s Watch: The B-UHREN.Calibre magazine;.[cited 2016 Jan 5].
  2. Konrad Knirim.Navigation timepiece of the Luftwaffe.Horological Journal.Nov 2006.419-460
  3. Max E.Reddict.The History of the Pilot Watch Part Five: B-Uhr;.[cited 2016 Jan 5].