รีวิว – Omega Speedmaster 38mm Cappuccino

แม้ว่า Omega จะผลิต Speedmaster ออกมามากมายหลากหลายรุ่นตลอด 60 ปี (ครบรอบพอดิบพอดีในปี 2017 นี้เอง) LWQP กลับมองว่าความสำเร็จนี้ยังมี “เบื้องหลัง” หรือนาฬิกา Speedmaster ที่มักโดนถูกลืมเลือนจากหน้าประวัติศาสตร์อยู่หลายรุ่น โดยเฉพาะ Speedmaster ที่ออกแบบมาสำหรับสตรี แน่นอนว่าในงาน Baselworld 2017 นี้ ทีม LWQP จึงไม่พลาดที่จะนำเจ้า Cappuccino น้องใหม่จาก Omega มารีวิวกันครับ

Omega Speedmaster 38 mm Cappuccino | © LWQP

มีจุดเด่นอยู่หลายจุดโดยเฉพาะเรื่องของหน้าปัดพื้นสีครีมที่ผ่านมาทาง Omega มีความพยายามที่จะปรับการออกแบบของ Speedmaster ให้ดูนุ่มนวลกว่าเดิม เช่นอย่างการใช้หลักชั่วโมงเป็นเลขอารบิก ปรับวัสดุพื้นหน้าปัดเป็นมุก แต่สำหรับ Cappuccino แล้ว การปรับปรุงนั้นทำโดยการดีไซน์หน้าปัดย่อยทั้ง 3 วงใหม่ให้เป็นทรงวงรี ช่องหน้าต่างวันที่ (date) เองก็ได้รับการปรับจากทรงสี่เหลี่ยมที่ดูแข็งกระด้างตามมุมมองของบุรุษเพศเป็นวงรีตั้ง ทางหลักชั่วโมงนั้นใช้เป็นทรงแท่งเหมือนกับ Speedmaster บุรุษปกติซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลด้านสมดุลหน้าปัดเพราะหน้าปัดย่อยวงรีนั้นกินที่ไปมากกว่าเดิม เข็มนาฬิกาทรงแท่ง (baton) ใช้เป็นสีทองเพื่อคุมโทนของตัวเรือนให้ไปในทางเดียวกัน

สิ่งที่เป็นจุดขายของ Speedmaster มาตลอดนอกจากเรื่องของอวกาศคือเรื่องราวที่เป็นนาฬิกาแบบแรกที่ได้นำสเกลทาคีมิเตอร์ (Tachymeter) มาไว้บนขอบหน้าปัด (bazel) ซึ่งสร้างความสะดวกในการอ่านได้มาก LWQP พบว่า Cappuccino เรือนนี้เองก็ได้รับการปรับปรุงเพื่อแก้ทางตันในการออกแบบขอบหน้าปัด Omega ได้ทำการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนคือพื้นที่ของสเกลและเพชร ด้วยการตัดลดนี้ทำให้ความละเอียดของสเกลทาคีมิเตอร์นั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในแง่การใช้งานจริงนั้นอาจจะไม่ส่งผลใด ๆ ที่น่าติเลย เพราะโอกาสนั้นมีน้อยมากที่สุภาพสตรีจะใช้สเกลนี้ช่วยในการคำนวนความเร็ว การเพิ่มความแวววับด้วยเพชรจึงเป็นการเอา risk กับ benefit มาชั่งอย่างสมเหตุผล

Omega Speedmaster 38 mm Cappuccino | © LWQP

กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมป้องกันรอยขีดข่วน สีทองที่เห็นจากขอบตัวเรือน เข็มนาฬิกา ปุ่มกดและเม็ดมะยมนั้นมาจากทองเซดนา (Sedna™ gold) ซึ่งเป็นสูตรทองที่ Omega นำมาใช้เพื่อไม่ให้สีของทองนั้นจางเร็วเกินไป ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 38 มม. นั้นค่อนข้างน่าสงสัยในเจตนาของ Omega อยู่นิดหน่อยเพราะเป็นความพยายามที่จะสร้างให้ Cappuccino นั้นกลายเป็นนาฬิกาที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีเพราะไซส์นั้นอยู่กึ่งกลางระหว่าง 40 กับ 36 มม. ที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบันของทั้ง 2 เพศ แต่หลังจากมองในองค์รวมและการสวมใส่แล้ว LWQP ยังคงแนะนำว่า Cappuccino นั้นเหมาะกับข้อมือสุภาพสตรีมากกว่าอยู่ดี (การใช้ตัวเรือน 38 มม. นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะเคยมี Speedmaster Reduced ที่ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1988)

Omega Speedmaster 38 mm Cappuccino | © LWQP

ฝาหลังยังคงเป็นรูปฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) เอกลักษณ์ดั้งเดิมจากงานแกะสลักของของ Jean-Pierre Borle โดยได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะที่ Omega มีแก่มหาสมุทรมานับตั้งแต่ปี 1958 ด้วยสมบัติการกันน้ำที่ดี โดยใน Cappuccino นั้นมาพร้อมกับสมบัติการป้องกันน้ำที่ 100 เมตรตามมาตรฐานปกติ

Omega Speedmaster 38 mm Cappuccino | © LWQP

กลไกด้านในที่สูบฉีดคือ calibre 3330 กลไกจับเวลาแบบอัตโนมัติ (automatic) มาตรฐานของ Omega ซึ่งใช้การปรับปรุงจากกลไก L688 ของ Longines สายใยนาฬิกาทำจากวัสดุซิลิคอนเพื่อให้ต่อต้านการเหนี่ยวนำโดยสนามแม่เหล็กตามมาตรฐานนาฬิกาของเครือ SWATCH ระบบกลไกจับเวลาระบบ column wheel ให้สัมผัสการกดจับเวลาแบบนุ่มนวล เช่นเดียวกับกลไกอื่น ๆ ส่วนใหญ่ของ Omega กลไกปล่อยจักรนั้นย่อมต้องเป็นแบบ Co-Axial ซึ่งลดแรงเสียดทานไปได้มหาศาลเมื่อเทียบกับระบบปล่อยจักรอื่น

Omega Speedmaster 38 mm Cappuccino | © LWQP

อย่างที่ LWQP กล่าวไปในข้างต้น Omega สามารถคุมโทนและชวนให้เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้มองหน้าปัดของนาฬิกาเรือนนี้ ทั้งสีครีมที่เหมือนฟองนม สีน้ำตาลอ่อนของหน้าปัดย่อยที่คล้ายผงอบเชยหรือผงโกโก้ที่โรยหน้า ส่วนสีสายหนังกับขอบหน้าปัดเองก็ทำหน้าที่แทนเอสเปรซโซได้ไม่แพ้กัน

Omega Speedmaster 38mm Cappuccino เรือนนี้ สนนราคาไว้ที่ 323,000 บาท