Smartwatch และทิศทางของวงการนาฬิกา?

คำว่า “Smartwatch” หรือนาฬิกาอัจฉริยะนั้นเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันเป็นอย่างดี ในช่วงเวลาสองสามปีที่ผ่านมาเหล่า Smartwatch ได้เข้ามามีอิทธิพลในการดำเนินชีวิตของใครหลายๆ คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นนาฬิกาที่บอกเวลาแล้ว ยังสามารถรับสาย โทรออก ฟังเพลง วัดชีพจร วัดก้าวเดิน ฯลฯ ฟังก์ชันเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถนำนาฬิกาควอตซ์หรือแบบกลไกเรือนใดในโลกมาทำหน้าที่เทียบได้เลย

Smartwatch

เทคโนโลยีที่ส่งทอดจากวงการกีฬา

ถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นยุคสมัยที่คำว่า Smartwatch ไม่ได้เกิดขึ้น แบรนด์ Polar มีความโด่งดังสำหรับการวัดชีพจรในขณะออกกำลังกาย โดยอุปกรณ์จะมีนาฬิกาข้อมือและสายรัดหน้าอก น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของ smart wearable ที่มีประโยชน์ในการออกกำลังกาย แต่ยังไม่แพร่หลายเท่าไรนักจึงเป็นอุปกรณ์ที่ใส่เฉพาะในหมู่นักกีฬา

Polar RS100

ต่อมาในช่วงปี 2007 – 2008 เป็นยุคที่ Apple รุ่งโรจน์จากการเปิดตัว iPhone ที่เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของเราไปโดยสิ้นเชิง ในยุคที่ ipod นั้นได้เป็นเครื่องเล่นเพลงประจำกายที่ติดตัวเราไปได้ทุกที่ มีสินค้าชิ้นหนึ่งที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์ Nike กับ Apple คือ Nike + Watch Remote ที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Nike+ ใต้พื้นรองเท้าเพื่อวัดก้าวและควบคุมการเล่นเพลงบน ipod เป็นนาฬิกาข้อมือที่เรียกได้ว่าล้ำมากเวลาสวมใส่ไปไหน แต่ก็ยังคงเป็นอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์สำหรับเหล่านักวิ่งที่ใช้ฟังเพลงขณะฝึกซ้อมอยู่ดี

Nike+ Watch Remote

ด้วยข้อจำกัดของ Nike+ Watch Remote นั้น ทำให้ตัวเลือกในการออกกำลังมาเป็นของ Garmin Forerunner เพราะสามารถทำให้เหล่านักวิ่ง นักปั่นจักรยานต่าง ๆ นั้นสามารถวัดระยะทาง ความเร็ว และตัวแปรอื่น ๆ ได้บนข้อมืออย่างสะดวก ถ้าหากจะวัดชีพจรก็สามารถต่อกับอุปกรณ์ Ant+ ซึ่งเป็นมาตรฐานของอุปกรณ์วัดค่าชีพจรอยู่แล้ว จึงเป็นการเริ่มที่จะนำ GPS เข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ในวงการกีฬา

ในเวลาต่อมาทาง Optical Heart Rate Technology ที่มีจุดเริ่มต้นจากบริษัท Mio ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นจะวัดชีพจรโดยการใช้ LED ฉายลงผ่านเข้าไปบนผิวหนัง และเครื่องจะจับค่าของชีพจรตามอัตราการไหลของกระแสเลือด แม้ว่าหลาย ๆ ผู้ใช้ที่จริงจังในการวัดชีพจรอาจจะบอกว่าไม่แม่นยำเท่าอุปกรณ์ Ant+ แต่ก็สามารถตัดปัญหาสำหรับคนที่ไม่ชอบสายรัดวัดชีพจรออกไปได้ ทำให้ผู้ผลิตหลาย ๆ เจ้านำคอนเซปต์นี้ไปพัฒนาต่อในอุปกรณ์ของตนเอง

Mio Alpha 2

จากการนำเทคโนโลยี GPS, Optical Heart Rate Technology รวมถึงการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth เข้ากับสมาร์ทโฟนที่สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันให้ตอบสนองกันเพื่อประโยชน์ต่อผู้ใช้ ทำให้ความต้องการ “Smartwatch” สำหรับผู้บริโภคเกิดขึ้น

ก้าวกระโดดแห่ง Smartwatch

Samsung Galaxy Gear

แม้ว่าจุดกำเนิดของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่บอกเวลาบนข้อมือนั้นจะมีจุดเริ่มต้นมาพร้อมกับนาฬิกาดิจิตอล แต่ช่วงที่น่าจะจดจำคือปี 2013 – 2015 เพราะในปี 2013 นั้นทาง Samsung ได้เปิดตัว Samsung Galaxy Gear หรือการเปิดตัว Apple Watch ในปี 2015 ต่างก็เป็นก้าวสำคัญของยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยี ที่ต่างพัฒนาเพื่อให้ประสบการณ์ของผู้ใช้นั้น เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการวัดค่าต่างๆ ที่สำคัญในการออกกำลังกายและการใช้ชีวิตประจำวัน

Apple Watch

การเข้าร่วมของแบรนด์นาฬิกา

ต้นแบบของสมาร์ทวอทช์จากค่ายนาฬิกาที่เราประทับใจที่สุดเห็นจะเป็น Hysek HD3 Slyde ที่มีการเปิดตัวในช่วงปี 2011 ได้สร้างความฉงนให้กับวงการนาฬิกา เพราะการเป็นแบรนด์ที่เด่นเรื่องกลไก ทำไมถึงกลับมาทำในสิ่งที่ตรงข้าม แต่นั่นคือปี 2011 ซึ่งเป็นยุคที่แม้ศัพท์ว่า “Smartwatch” ยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เรียกได้ว่า Jorg Hysek เจ้าของแบรนด์ได้สร้างแนวคิดของนาฬิกาในอนาคตขึ้นมาได้ก่อนเวลาพอสมควร

Hysek HD3 SLYDE

แน่นอนว่าการเกิดของ Smartwatch นั้นทำให้วงการนาฬิกาจะต้องขยับตัวตามหลาย ๆ แบรนด์ที่เราไม่คิดว่าจะทำสมาร์ทวอทช์ก็ต่างไล่กันเปิดตัวอย่างไม่หยุดหย่อน จาก TAG Heuer Connected ที่มีจุดเริ่มต้นปลายปี 2015 จนถึงการเปิดตัวของ Montblanc Summit ในปี 2017 ล้วนเป็นผลแห่งกระแสสมาร์ทวอทช์ทั้งสิ้น

TAG Heuer Connected Modular 45
Montblanc Summit

ทิศทางแห่งวงการและผลกระทบจาก Smartwatch

อนาคตของวงการนาฬิกาจะเป็นอย่างไร? ใครจะได้รับอิทธิพลจากกระแสของสมาร์ทวอทช์ครั้งนี้? ล้วนเป็นคำถามที่ยากจะคาดเดา จากข้อมูลของ Federation of the Swiss Watch Industry FH แสดงถึงการชะลอตัวของตลาดนาฬิกา ทำให้ยอดส่งออกของนาฬิกาสวิสลดลงกว่า 9.9% ที่มูลค่า 19.4 พันล้านสวิสฟรังก์ (ประมาณ 6.8 แสนล้านบาท) นับเป็นนาฬิกา 25.4 ล้านเรือน ซึ่งผลกระทบหลักของตลาดนาฬิกาสวิสส่วนใหญ่จะมาจากตลาดเอเชียที่มีส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุด คิดเป็น 49% ของทั้งหมด

Swiss Wristwatch Worldwide Destribution (ข้อมูลจาก Press Conference ในงาน Baselworld 2017)

ตามข้อมูลของ IDC ได้กล่าวว่า ในปี 2015 นั้นมีการส่งสินค้าประเภท Smartwatches ไปวางขายประมาณ 19.4 ล้านชิ้น และนักวิเคราะห์ได้คำนวณการเติบโตว่าในปี 2020 มูลค่าจะเป็น 17.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.2 แสนล้านบาท) ถึงแม้ว่ามูลค่าของตลาด Smartwatch ยังจะสู่มูลค่าของตลาดนาฬิกาแบบกลไกไม่ได้ในปัจจุบัน แต่ด้วยทิศทางของวงการนาฬิกานั้นกลับหัวติดลบมานานตั้งแต่ปี 2015 จึงเป็นสัญญาณให้เหล่าแบรนด์นาฬิกานั้นจะต้องแย่งกันอยู่แต่ด้วยชิ้นเค้กที่เล็กลง ดังนั้นการเข้ามาร่วมในตลาด Smartwatch ที่ยังคงวิ่งไปในทิศทางบวกจึงมีพื้นที่ใหม่ที่สามารถทำให้ยอดขายเติบโตได้ในอนาคต

ในอนาคตอันใกล้ เหล่า Smartwatch จากแบรนด์นาฬิกาชื่อดังจะทยอยไล่กันเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง และไม่รู้ว่าจุดจบจะไปอยู่ที่ใด แต่การผลิตนาฬิกากลไกก็ยังคงจะมีอยู่ แต่จะแบ่งสัดส่วนตามความต้องการของตลาด อะไรต้องการมากจะต้องเพิ่ม อะไรน้อยลงให้ลด และสำหรับกลุ่มที่เป็นนาฬิการะดับสูงนั้น คงจะไม่ได้รับผลกระทบจาก Smartwatch โดยตรง แต่การย่อตัวของตลาดนาฬิกาที่เราคาดว่าจะลดลงต่อเนื่อง จะทำให้แต่ละแบรนด์เหล่านี้ต้องมีการเปลี่ยนทิศทางการตลาดแน่นอน

นาฬิกากลไกจากค่าย TUDOR

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในความรู้สึกของ LWQP หรือผู้ใช้งานนาฬิกากลไกอีกจำนวนมาก Smartwatch นั้นไม่สามารถทดแทนได้ด้วยนาฬิกากลไกหรือควอทซ์ได้ นั่นก็เพราะเราไม่ได้ซื้อนาฬิกามาเพื่อใส่ในระยะสั้นแล้วเมื่อตกรุ่นหรือหมดช่วงที่ทางโรงงานไม่สนับสนุนอะไหล่ก็ต้องโยนทิ้งไปในแค่ไม่ถึง 5 ปี แต่เราใส่มันก็เพราะเราเข้าใจถึง “คุณค่า” ที่แท้จริงต่างหาก นาฬิกาคือตัวแทนที่สามารถเล่าเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความสำเร็จกับประสบการณ์ของเราให้แก่คนรุ่นหลังต่อไปได้อย่างภาคภูมิใจ

สำหรับผู้อ่านของเราที่ยังไม่ทราบข่าว ตอนนี้ LWQP ได้เพิ่มทางเลือกใหม่ โดยเราได้พัฒนาระบบให้ Facebook Messenger ของ LWQP สามารถค้นหารีวิวโดยแบ่งตามประเภทได้อย่างน่าอัศจรรย์ รวมถึงการติดตามข่าวสารผ่าน Facebook Messenger ที่รวดเร็ว เพียงแค่เข้าไปที่ https://m.me/lwqpwatch แล้วเขียนทักทายว่า “สวัสดี” เท่านี้ผู้ช่วยอิเล็กทรอนิกส์ของเราจะพาผู้อ่านของเราไปรู้จักระบบใหม่ครับ