5 สุดยอดนาฬิกาจับเวลาท้าความเร็ว ของปี 2017

1. TAG Heuer Autavia

Autavia นาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟเพื่อการแข่งรถ หนึ่งในตำนานอันยิ่งใหญ่ของ TAG Heuer ที่เกิดจากการผสมของคำว่า “AUTomablie” และ “AVIAtion” ผ่านการประกวดในแคมเปญ Autavia Cup เมื่อปีก่อน สู่ผลงานใหม่รีเมดเรือนใหม่ปีนี้กับ 2 รุ่นสปอร์ตร่วมสมัย TAG Heuer Autavia Chronograph ตัวเรือนสเตนเลสสตีล เส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มิลลิเมตร ที่มาพร้อมกลไกโครไขลานอัตโนมัติจับเวลารุ่น Heuer 02 และการเฉลิมฉลองครบรอบ 55 ปีคอลเลกชั่น

TAG Heuer Autavia | @LWQP

คอลเลกชั่น Autavia เริ่มต้นครั้งแรกในปี 1933 จากการดีไซน์ Autavia Chronograph นาฬิกาติดตั้งบนแผงหน้าปัดรถยนต์และเครื่องบินรุ่นแรกของ Heuer และเป็นที่มาของชื่อคอลเลกชั่น และต่อมาในปี 1962 ประวัติศาสตร์ของ Autavia ก็เริ่มต้นอีกครั้ง เมื่อ Jack Heuer ทายาทรุ่น 4 ตระกูลที่เข้ามาฟื้นคืนชีพให้กับนาฬิกาสปอร์ตของแบรนด์อีกครั้ง และดีไซน์นาฬิกาข้อมือสปอร์ตรุ่นแรกที่มาพร้อมกลไกโครโนกราฟ และนวัตกรรมด้านดีไซน์ของขอบตัวเรือนหมุนได้ กับวงหน้าปัดย่อยโครโนกราฟขนาดใหญ่ในโทนสีดำ-ขาว ที่สร้างความสำเร็จอย่างสูง และจากหลากหลายรุ่นของ Autavia ตลอดเวลา 55 ปีที่ผ่านมา รูปแบบของคอลเลกชั่นเอนเอียงไปทางมอเตอร์สปอร์ตมากกว่าที่เป็นนาฬิกานักบิน โดยเฉพาะเมื่อได้ทูตพิเศษที่ส่วนใหญ่เป็นนักแข่งรถสูตรหนึ่งชื่อดังระดับโลกจากยุค 1960s-1970s อาทิ Jo Siffert, Mario Andretti, Jochen Rindt Derek Bell, Clay Regazzoni, Gilles Villeneuve, Jacky Ickx ฯลฯ รวมถึง Steve ที่ล้วนสวมนาฬิกาสปอร์ตสุดเท่คอลเลกชั่นนี้ อีกทั้ง Jack Heuer ยังเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันฟอร์มูล่าวันเจ้าแรก นอกเหนือจากค่ายผู้ผลิตบุหรี่ทั้งหลาย จึงกล่าวได้ว่า ความเชื่อมโยงระหว่างรถแข่งสูตรหนึ่ง การบินที่ท้าทาย รังสรรค์สู่ผลงาน Autavia ที่หวนกลับมาอีกครั้งในปีนี้ ในดีไซน์รุ่นวินเทจ Autavia ‘Rindt’ จากปี 1966

TAG Heuer Autavia | @LWQP

TAG Heuer Autavia เป็นเรือนเวลาที่มีประวัติศาสตร์พ่วงกับความท้าทายแห่งความเร็วที่น่าสนใจเรือนนึง สนนราคาเริ่มต้นที่ 200,200 บาท

2. Bell & Ross BR03-94 RS17

ด้วยความสัมพันธ์ของ Bell & Ross และ Renault Sport Formular One Team ในฐานะ Official Partner จากปี ค.ศ. 2016 ทำให้นาฬิกาสายเลือดนักบินเข้าสู่สนามแข่งแห่งความเร็วและระดับโลก ซึ่งเครื่องยืนยันความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของทั้งสองนั้นคือนาฬิการุ่น BR03 RS1 ที่เปิดตัวพร้อมกับ สูตรหนึ่งคันใหม่ Renault R.S.17 ทาง ในวันที่ 21 มกราคม 2017 ซึ่งทาง Bell & Ross ได้ปรับดีไซน์ของโทนสีและสเกลบนหน้าปัดสำหรับให้เข้ากับการเป็นนาฬิกาแห่งรถสูตรหนึ่งอย่างเต็มรูปแบบ

Bell & Ross BR03-94 RS17 | @LWQP

ทาง Bell & Ross ให้คำจำกัดความกับเรือนเวลาใหม่ว่า “designed like an F1 engine” ที่หมายความว่า ทาง Bell & Ross ได้หยิบเทคโนโลยีทางวัสดุจากรถสูตรหนึ่งเข้ามา โดยตัวเรือนนั้นทำจากเซรามิก หน้าปัดทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ตรงขอบสเกลจับเวลาจะใช้อลูมิเนียมและในส่วนสีเหลืองนั้นชุบสีด้วยกรรมวิธีอโนไดซ์ ในส่วนของกลไกที่ขับเคลื่อน BR03-94 RS17 นั้นเป็นกลไกไขลานอัตโนมัติจับเวลารุ่น BR-CAL.301 ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่น ชั่วโมง นาที วินาที จับเวลา และวันที่ที่ตำแหน่งระหว่าง 4 และ 5 นาฬิกา ในส่วนของหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา เป็นเข็มจับเวลา 30 นาที และหน้าปัดย่อยตำแหน่ง 3 นาฬิกาแสดงวินาทีด้วยเข็มสีเขียว เมื่อรวมกับตัวเรือนเซรามิกขนาด 42 มิลลิเมตร และสายยาง จะเป็นนาฬิกาจับเวลาที่มีความสามารถกันน้ำได้ 100 เมตร

Bell & Ross BR03-94 RS17 | @LWQP

Bell & Ross BR03-94 RS17 จำกัดการผลิต 500 เรือนทั่วโลกและสนนราคาที่ 5,600 ยูโร หรือประมาณ 216,556 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 03.06.17) โดยวางขายที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก รวมถึงการจำหน่ายออนไลน์ที่ www.bellross.com

3. OMEGA Speedmaster Racing Co-Axial Master Chronometer (Black-on-White)

ตั้งแต่การเปิดตัวกลไกรุ่น 9300 ของ Omega เราได้รู้จักกับมาตรฐาน Master Chronometer ที่เป็นการยกระดับคุณภาพในเรื่องของความเที่ยงตรงและความทนทานต่อการเหนี่ยวนำโดยสนามแม่เหล็กของกลไก ผนวกกับที่ปี 2017 นี้ เป็นปีครบรอบ 60 ปีของคอลเล็กชั่น Speedmaster ทำให้รุ่น Speedmaster Racing ได้รับการปรับโฉมทั้งภายในและภายนอก และมาพร้อมกับกลไกแบบ “Co-Axial Master Chronometer” ด้วย

OMEGA Speedmaster Racing Co-Axial Master Chronometer | @LWQP

ด้วยคำว่า “Racing” คำเดียว นั้นได้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์กับความเร็วแห่งการแข่งขัน ซึ่งเป็นการเชื่อมเข้ากับจุดประสงค์หลักของ Speedmaster ที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อเป็นนาฬิกาสำหรับสนามแห่งความเร็ว สำหรับ Speedmaster Racing Co-Axial Master Chronometer รุ่นใหม่ จะเข้ามาเพิ่มในคอลเล็กชั่นของ Speedmaster ในประเทศไทยช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2017 ด้วยตัวเรือนขนาด 44.25 มิลลิเมตร เท่ากับรุ่น Speedmaster Co-Axial Chronograph แต่จะกว้างกว่ารุ่น Racing ในปัจจุบันที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของตัวเรือนที่ 40 มิลลิเมตร

OMEGA Speedmaster Racing Co-Axial Master Chronometer | @LWQP

นาฬิกา Omega Speedmaster Racing Co-Axial Master Chronometer รุ่นที่มาพร้อมกับหน้าปัดสีขาวและตัดกับขอบสีดำ ซึ่งเราคาดว่าจะเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมที่สุด สนนราคาที่ 293,000 บาท อดใจรออีกไม่กี่เดือนก็จะได้เห็นเรือนจริงกันแล้ว

4. Rolex Cosmograph Daytona White Gold

Rolex Cosmograph Daytona ถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ได้ชื่อว่า “A Chronograph Born to Race” หรือ “นาฬิกาจับเวลาที่เกิดมาเพื่อแข่งขัน” ในปี 2016 ทาง Rolex ได้เปิดตัว Rolex Cosmograph Daytona เรือนสเตนเลสสตีล พร้อมกับขอบ Cerachrome Bezel ที่ดึงดูดความสนใจเหล่านักสะสมทั่วโลก และในปี 2017 ทางแบรนด์จึงเพิ่มรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับตัวเรือนทองและขอบ Cerachrome Bezel เข้ามาในคอลเล็กชั่น และตัวที่น่าสนใจที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นตัวเรือนไวท์โกลด์เรือนนี้ครับ

Rolex Cosmograph Daytona | @LWQP

Rolex Cosmograph Daytona White Gold มาพร้อมกับตัวเรือนทองขาวขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มิลลิเมตร สามารถกันน้ำได้ 100 เมตร หรือ 330 ฟุต ขับเคลื่อนด้วยกลไกรุ่น Calibre 4130 ที่เป็นกลไกจับเวลาแบบ column wheel chronograph ที่ใช้ระบบคลัทช์แบบแนวตั้ง (virtical clutch) ที่จะเข้าเกียร์จากทางทิศทางขนานกับแกนเข็มของกลไก สำรองพลังงานลานได้ 72 ชั่วโมง มาพร้อมกับความเที่ยงตรงระดับ Superlative Chronometer ที่ Rolex การันตีความเที่ยงตรงหลังจากประกอบแล้วที่ -2 /+2 วินาทีต่อวัน ซึ่งความเที่ยงตรงระดับนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ parachrome hairspring แบบ overcoil ที่ Rolex พัฒนาและทดสอบด้วยตนเอง แม้จะยังไม่ได้ก้าวไปใช้ซิลิคอนแฮร์สปริง แต่ความเที่ยงตรงระดับนี้ถือว่าไม่น้อยหน้าซิลิคอนแฮร์สปริงเลย

Rolex Cosmograph Daytona | @LWQP

สำหรับราคา ทาง Rolex ได้สนนราคาของนาฬิกาเรือนนี้ไว้ที่ 1,022,000 บาท เป็นนาฬิกาจับเวลาที่ทำจากทองขาวที่น่าสนใจสำหรับปี 2017 นี้

5. Richard Mille RM 50-03 McLAREN F1

เรือนสุดท้าย เราขอยกให้กับสุดยอดเรือนเวลาของแบรนด์ Richard Mille รุ่น RM 50-03 ที่ผ่านการร่วมออกแบบกับผู้ผลิตรถยนต์สปอร์ตอย่าง McLaren F1 โดยหลังจากได้อ่านคำโปรยของแบรนด์ที่ว่า “นาฬิกาโครโนกราฟจักรกลที่เบาที่สุดในโลก” ด้วยตัวเรือนที่ทำจากกราฟีน วัสดุไฮเทคที่เบาและแข็งแกร่งกว่าคาร์บอนไฟเบอร์แบบทั่วไป เป็นนาฬิกาจับเวลาที่ทำขึ้นเพื่อการแข่งขันแห่งความเร็วอย่างแท้จริง

Richard Mille RM 50-03 McLAREN F1 | @LWQP

ตัวเรือนขนาด 44.5 มม. เป็นแบบ 3 ชิ้น ซึ่งประกอบด้วยวัสดุ 2 ชนิดผสมกัน นั่นคือไทเทเนียมเกรด 5 และคาร์บอน Graph TPT™ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “Graphene” (กราฟีน) ซึ่งเป็นวัสดุจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (University of Manchester) ที่มีรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ปี 2010 เป็นประกัน แน่นอนว่าเด่นเรื่องน้ำหนัก ไม่เช่นนั้น RM 50-03 คงไม่สามารถลดน้ำหนักตัวเรือนพร้อมสายลงเหลือ 43.5 กรัมได้

Richard Mille RM 50-03 McLAREN F1 | @LWQP

Richard Mille RM 50-03 เรือนนี้ สนนราคาที่ 980,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33 ล้านบาท ซึ่งไม่ค่อยน่าแปลกใจนัก เพราะจากชื่อแบรนด์และค่า R&D มหาศาล แถมยังจำกัดการผลิตเพียงแค่ 75 เรือนทั่วโลก ถ้ามองข้ามเรื่องนี้ไปทาง LWQP บอกได้เลยว่าในเรื่องของเทคโนโลยี การออกแบบ และความทนทาน RM 50-03 เรียกได้ว่าคือสุดยอดนาฬิกาสปอร์ตที่ทำให้เราต้องยกนิ้วให้สำหรับปี 2017 นี้

ติดตามบทความใหม่ ๆ พร้อมค้นหารีวิวที่ถูกใจ เพียงแค่สมัครสมาชิกผ่าน Facebook Messenger ของ LWQP เข้าไปที่ https://m.me/lwqpwatch แล้วเริ่มต้นการใช้งานได้ทันที!