จับตามอง 7 เรือนเด่นของ Grand Seiko ปี 2017

ปี 2017 ถือว่าเป็นปีที่น่าจดจำของ Grand Seiko เนื่องจากการก้าวออกมาเป็นแบรนด์อิสระระดับไฮเอนด์ เพื่อสร้างทิศทางใหม่ให้กับแบรนด์ โดยเหล่าคอลเล็กชั่นใหม่ของ Grand Seiko จะเปลี่ยนมาใช้คำว่า GS และ Grand Seiko แทนการขึ้นนำด้วยคำว่า “SEIKO” แบบรุ่นก่อน ถ้าหากใครติดตาม LWQP มาโดยตลอด จะทราบดีว่า เราเคยนำเสนอเรื่องราวของ Grand Seiko Recreation และทิศทางใหม่ของแบรนด์ไว้ที่บทความ “Grand Seiko ประกาศอิสรภาพ และทิศทางปี 2017” โดยผู้อ่านของเรา ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างมากมาย ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงอยากให้ผู้อ่านของเราเห็นภาพรวมของคอลเล็กชั่นใหม่ของ Grand Seiko ในบทความนี้

จากงาน Baselworld 2017 เราได้สัมผัสกับเรือนเวลาของ Grand Seiko รุ่นใหม่ล่าสุด โดยในที่นี้จะขอแบ่งเป็นสองกลุ่มหลักด้วยกัน คือ Spring Drive และ Hi-Beat โดยเรามาเริ่มทำความรู้จักกับ Spring Drive collection กันก่อน

Spring Drive Collection

หนึ่งในนวัตกรรมกลไกที่ขยายขอบเขตแนวคิดของกลไกพื้นฐาน ด้วยการผสานระบบจักรกลเข้ากับ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบสนามแม่เหล็กแบบ Tri-Synchro Regulator ให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างความแม่นยำและเที่ยงตรงยิ่งกว่า คลาดเคลื่อนเพียง +/-1 วินาทีต่อวัน หรือ +/-15 วินาทีต่อเดือน เที่ยงตรงเทียบเท่ากลไกควอตซ์เลยทีเดียว ซึ่งถ้าชมจากฝาหลังผนึกคริสตัลแซฟไฟร์ ก็จะเห็นกลไก Spring Drive ขึ้นลานด้วยโรเตอร์เหมือนกลไกอัตโนมัติ แต่การจ่ายพลังงานจากตลับลานไปยังชุดเฟืองและชิ้นส่วนต่างๆ ต้องผ่านระบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ Grand Seiko คิดค้นขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าน้อยๆ ในการขับเข็มให้แสดงค่าอย่างเที่ยงตรง แต่ไม่มีตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพเหมือนควอตซ์ รวมถึงไม่มีแบตเตอรี่ กลไกชุดนี้จึงสำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง เมื่อพลังงานลานหมด พลังงานไฟฟ้าก็จะหมดไปด้วย แต่ด้วยพลังงานไฟฟ้าทำให้การทำงานของกลไกเที่ยงตรงยิ่งกว่าจักรกลปกติ ทำให้ Spring Drive เป็นกลไกจักรกลที่สมบูรณ์แบบและมีความเที่ยงตรงสูงมากนั้นเอง โดยปีนี้ มี Grand Seiko รุ่น Spring Drive ที่น่าสนใจ 3 เรือนด้วยกัน คือ

Spring Drive (SBGA203 และ SBGA201)

Grand Seiko Spring Drive (SBGA203 และ SBGA201) | © LWQP

สองรุ่นสุดคลาสสิก ในตัวเรือนขนาด 41.0 มิลลิเมตร ผลิตจากสเตนเลสสตีลเช่นเดียวกับสาย แตกต่างกันที่สีพื้นหน้าปัด โดยในรุ่น SBGA201 พื้นหน้าปัดสีแชมเปญอ่อน ส่วนรุ่น SBGA203 พื้นหน้าปัดดำ ขับเคลื่อนด้วยจักรกลเที่ยงตรงสูงอย่าง Spring Drive คาลิเบอร์ 9R65 ป้องกันสนามแม่เหล็กได้สูงถึง 4800 A/m หรือ 60 เกาส์ และกันน้ำได้ที่ 100 เมตร ทั้งสองรุ่นราคาเดียวกันคือ 229,900 บาท

Spring Drive GMT (SBGE201)

Grand Seiko Spring Drive GMT (SBGE201) | © LWQP

Grand Seiko Spring Drive GMT ในรุ่น SBGE201 ขับเคลื่อนด้วยจักรกลเที่ยงตรงสูงอย่าง Spring Drive คาลิเบอร์ 9R66 เสริมความซับซ้อนด้วยฟังก์ชันแสดงเวลาต่างไทม์โซนในระบบ GMT เพิ่มขึ้น ตัวเรือนแกร่งด้วยสเตนเลสสตีลขนาด 44.0 มิลลิเมตร ราคา 277,900 บาท

Hi-Beat Collection

สำหรับกลไกชุด Hi-Beat เป็นกลไกความถี่สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับการพัฒนา เพราะการเพิ่มความถี่ของกลไก มักจะต้องลดอายุการใช้งานลง เนื่องจากความล้าและการกระแทกของชุดกลไก แต่ Grand Seiko ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดนั้น นอกจากจะทำให้กลไกนั้นมีอายุที่ยาวนาน และยังเป็นกลไกความถี่สูงในช่วงราคาที่น่าสนใจ โดยมีรางวัล GPHG (Foundation du Grand Prix d’Horlogerie de Genève) ประจำปี 2014 เป็นเครื่องรับประกัน

ความเหนือชั้นของกลไก Hi-Beat ที่เดินด้วยความถี่สูงถึง 36000 ครั้งต่อชั่วโมง มีเพียงไม่กี่แบรนด์ในโลกที่ทำได้ แต่ Grand Seiko ล้ำหน้ายิ่งกว่า ด้วยความเที่ยงตรงสูง คลาดเคลื่อนเพียง +5 ถึง -3 วินาทีต่อวัน หากเทียบกับมาตรฐานความเที่ยงตรงของโครโนมิเตอร์ที่ +/-5 วินาทีต่อวัน ก็จะเห็นว่า กลไกอัตโนมัติ Grand Seiko Hi-Beat 36000 เหนือกว่ามาตรฐานโครโนมิเตอร์ ซึ่งสำหรับปี 2017 ทาง Grand Seiko ได้เปิดตัวเรือนเวลารุ่น Hi-Beat ด้วยกันทั้งหมด 4 เรือนด้วยกัน คือ

Automatic Hi-Beat 36000 GMT (SBGJ217 และ SBGJ219)

Grand Seiko Automatic Hi-Beat 36000 GMT (SBGJ217 และ SBGJ219) | © LWQP

อินเทรนด์ไปกับแนวเรโทร-โมเดิร์น สำหรับรุ่น SBGJ217 พื้นหน้าปัดสีเงินเรียบหรูดูสง่างาม จับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำตาล ส่วนรุ่น SBGJ219 เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ชอบโทนสีดำอมตะ เรียบเท่และสง่างาม เด่นด้วยพื้นหน้าปัดดำ ตัดด้วยตัว GMT และปลายเข็มแสดงเวลา GMT สีแดง จับคู่กับสายหนังจระเข้สีดำ ทั้งสองรุ่นมาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขอบบางขนาด 39.5 มิลลิเมตร หนา 13.9 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 9S86 เข็มวินาทีเดินเรียบกริบ ประดับทับทิม 37 เม็ด นอกจากจะบอกเวลาอย่างเที่ยงตรงแม่นยำเหนือกว่ามาตรฐานโครโนมิเตอร์แล้ว ยังแสดงเวลาต่างไทม์โซนในระบบ GMT ให้ทุกเวลาในทุกสถานที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งยังทนทานต่อการเกิดสนามแม่เหล็กได้ถึง 4800 A/m ลุคเท่ในแนววินเทจแบบนี้ เปิดตัวในราคา 319,900 บาท

Hi-Beat 36000 GMT (SBGJ203)

Grand Seiko Automatic Hi-Beat 36000 GMT (SBGJ203) | © LWQP

สำหรับรุ่น SBGJ203 มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40.0 มิลลิเมตร หนา 14.0 มิลลิเมตร ได้รับการปกป้องด้วยคริสตัลแซฟไฟร์ทั้งด้านหน้าและฝาหลัง ประกอบด้วยสายเตนเลสสตีล แน่นหนาด้วยระบบล็อก 3 ชั้นที่ควบคุมการปลดล็อกด้วยปุ่ม ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 9S86 พร้อมฟังก์ชั่นแสดงเวลาต่างไทม์โซน ให้ทุกการเดินทางไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเวลา สำรองพลังงานได้นาน 55 ชั่วโมง น้ำหนักโดยรวมประมาณ 159 กรัม สวมใส่เบาสบายข้อมือ ราคา 303,900 บาท

Hi-Beat 36000 Professional 600m Diver’s (SBGH255)

Grand Seiko Hi-Beat 36000 Professional 600m Diver’s (SBGH255) | © LWQP

สำหรับกลไกอัตโนมัติ Hi-Beat ความถี่สูง 5 เฮิร์ตซ์ ไม่ได้มีแต่เพียงในรุ่น GMT เท่านั้น แต่ Grand Seiko ยังจับมาใส่ไว้ในรุ่นสปอร์ตดำน้ำอย่าง Grand Seiko Hi-Beat 36000 Professional 600m Diver’s ที่มาพร้อมความสามารถในการกันน้ำได้ลึกถึง 600 เมตร ตัวเรือนเบาสบายข้อมือด้วยไทเทเนียมความหนาแน่นสูง แกร่งและทนทานต่อการเกิดรอยขีดข่วนสูง ขนาด 46.9 มิลลิเมตร หนา 17.0 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 174 กรัม ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 9S85 สำรองพลังงานได้นาน 55 ชั่วโมง ฝาหลังขันเกลียวแน่นหนา ปกป้องกลไกและพื้นหน้าปัดทั้งจากน้ำและความกดดันใต้ทะเลลึก ทั้งยังป้องกันสนามแม่เหล็กได้สูงถึง 16,000 A/m กลไก รุ่นนี้เปิดตัวมาที่ราคา 469,000 บาท

ติดตามบทความใหม่ ๆ พร้อมค้นหารีวิวที่ถูกใจ เพียงแค่สมัครสมาชิกผ่าน Facebook Messenger ของ LWQP เข้าไปที่ https://m.me/lwqpwatch แล้วเริ่มต้นการใช้งานได้ทันที!