Editor’s Choice – จับตา 7 เรือน Central International Watch Fair 2017

ทางเซ็นทรัลได้นำนาฬิกาหลายเรือน ในหลายช่วงราคามานำเสนอให้ผู้สนใจทุกคนสามารถเข้าไปชื่นชมและจับจอง ที่งาน Central International Watch Fair 2017 แต่ถ้าหากใครที่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีเรือนใดที่ควรจะไปดูให้ได้ในงานนี้ ทีมบรรณาธิการของ LWQP ได้เลือกนาฬิกาขึ้นมา 7 เรือน ที่ผู้อ่านของ LWQP ห้ามพลาดที่จะต้องแวะเข้าไปสัมผัสเรือนจริงกันให้ได้

1.Seiko Prospex Shogun Zimbe

เรือนนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในเรือนที่เหล่านักสะสมและแฟนพันธุ์แท้ Seiko ต่างให้ความสนใจกัน ถ้าหากใครยังไม่ทราบ นาฬิกา Seiko Zimbe นั้นเป็นรุ่น Limited Edition ของประเทศไทย ที่ได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดี จนสามารถผลิตได้ถึงรุ่นที่ 5 ด้วยความเป็นนาฬิกาดำน้ำที่สมบุกสมบัน และเรื่องราวต่าง ๆ ที่ทาง Seiko เล่าเรื่องผ่านไลฟ์สไตล์ชีวิตของแบรนด์แอมบาสเดอร์ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ภายใต้คอนเซปต์ Move Your Adventurous Mind Further หรือแปลว่า ให้ใจของคุณไปไกลกว่าที่เคย

Seiko Prospex Shogun Zimbe SPB057J Thailand Limited Edition | © LWQP

สำหรับ Seiko Prospex Shogun Zimbe รุ่นใหม่ที่งาน Central International Watch Fair นี้ คือรุ่นที่ 5 ซึ่งมาพร้อมกับตัวเรือนไทเทเนียมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มิลลิเมตร และสายนั้นก็เป็นไทเทเนียมเช่นกัน นอกจากความเบาและความทนทานของวัสดุไทเทเนียมที่ได้เปรียบสเตนเลสสตีล ยังมีความทนทานต่อสารเคมีหรือเกลือที่จะทำให้วัสดุนั้นเสียหาย ในส่วนของกลไกนั้น Seiko Prospex  Shogun Zimbe ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 6R15 ที่มาพร้อมกับการสำรองพลังงานลานได้ถึง 50 ชั่วโมง ให้สัญญาณนาฬิกา 3 Hz และความเที่ยงตรงที่ -15 ถึง +25 วินาทีต่อวัน 

Seiko Prospex Shogun Zimbe SPB057J Thailand Limited Edition | © LWQP

เมื่อรวมกลไกกับตัวเรือนและหน้าปัดสีน้ำเงินที่ไล่เฉดสีไปจนดำ Seiko Prospex Shogun Zimbe จะเป็นนาฬิกาดำน้ำที่สามารถดำน้ำได้ 200 เมตร ที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก แต่ด้วยการจำกัดการผลิตเพียงแค่ 456 เรือนทั่วโลก และวางจำหน่ายที่ราคา 55,000 บาท เรือน Seiko Prospex Shogun Zimbe จะเป็นนาฬิกาที่เราคาดว่าน่าจะถูกจองตัวไปอย่างรวดเร็ว

2. Oris Divers Sixty-Five Green Dial

ด้วยการออกแบบที่เป็นวินเทจ เราไม่สามารถมองข้าม Oris Divers Sixty-Five Green Dial เรือนนี้ไปได้ ด้วยหน้าปัดเขียวที่เป็นหนึ่งในสีหน้าปัดที่ไม่ได้มีให้เห็นได้บ่อยนัก ทำให้ Oris Divers Sixty-Five เรือนนี้ เป็นหนึ่งในนาฬิกาดำน้ำที่มีความโดดเด่นภายในงาน Central International Watch Fair 2017 

Oris Divers Sixty-Five Green Dial | © LWQP

ตัวเรือนนั้นทำจากสเตนเลสสตีล ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มิลลิเมตร ซึ่งหลาย ๆ คนที่เป็นแฟนนาฬิกาวินเทจอาจจะรู้สึกว่า ไม่ได้อารมณ์เหมือนนาฬิกาวินเทจ แต่นั่นคือการตีความของนาฬิกาสมัยใหม่ ในรูปลักษณ์การดีไซน์ที่อิงจากแนวทางในอดีต สำหรับขอบ bezel นั้น จะเป็นแบบหมุนได้เพียงทิศทางเดียว ตามแนวทางปฏิบัติของนาฬิกาดำน้ำที่จะต้องป้องกันความคลาดเคลื่อนของการจับเวลาดำน้ำ และที่เราชื่นชอบคือกระจกที่เป็นแซฟไฟร์แบบ bubble crystal ที่ให้อารมณ์แนววินเทจอย่างเต็มรูปแบบ 

Oris Divers Sixty-Five Green Dial | © LWQP

Oris Divers Sixty-Five Green Dial นั้นสนนราคาอย่างเป็นทางการไว้ที่ 78,900 บาท

3. Baume & Mercier Capeland 10062

เมื่อทีมเราเข้าไปที่งาน Central International Watch Fair เพื่อมองหานาฬิกาจับเวลาที่น่าสนใจเรือนหนึ่งเพื่อมานำเสนอให้ผู้อ่านของเรา Baume & Mercier รุ่น Capeland นาฬิกาจับเวลาภายในตัวเรือนเรือนสเตนเลสสตีล 42 มิลลิเมตร ที่นำแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาจากปี ค.ศ. 1948 ซึ่งเหมาะกับการเป็นนาฬิกาจับเวลาสำหรับใครที่ชื่นชอบความเร็ว

Baume & Mercier Capeland | © LWQP

แม้จะไม่ได้ใช้กลไกที่เป็น in-house ตามกระแสนิยม แต่ Valjoux 7753 ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับนาฬิกาจับเวลา ที่เราชื่นชอบที่สุดคือส่วนของรายละเอียดหน้าปัด ที่ Baume & Mercier ได้ฝังสเกลไว้สองรูปแบบ คือ Tachymeter และ Telemeter จึงสามารถวัดความเร็วต่อหนึ่งหน่วย และวัดระยะทางจากเสียงในหน่วยกิโลเมตรได้อย่างสบาย และต้องขอชื่นชมในการออกแบบโทนสีหน้าปัดให้ดูคลาสสิคและสปอร์ต ด้วยการใช้พื้นหน้าปัดสีดำและแทรกรายละเอียดสีแดงเข้าไปเล็กน้อย

Baume & Mercier Capeland | © LWQP

ในส่วนของราคานั้น Baume & Mercier Capeland 10062 เรือนนี้ สนนราคาอย่างเป็นทางการไว้ที่ 153,800 บาท

4. Rado HyperChrome 1616

สำหรับ Rado HyperChrome 1616 เรือนนี้ เป็นรุ่น limited edition 400 เรือนทั่วโลก ซึ่งผลิตเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 400 ปี (จากปี 2016) ของการค้นพบแหลมฮอร์น (Cape Horn) โดยนักสำรวจชาวดัตช์ Wilhelm Schouten และ Jakob Le Maire ในปี ค.ศ. 1616 เป็นส่วนที่อยู่ใต้ที่สุดของเกาะเตียร์ราเดลฟวยโกในประเทศชิลี ตั้งชื่อตามเมืองโฮร์นในประเทศเนเธอร์แลนด์

 

Rado HyperChrome 1616 | © LWQP

ด้วยตัวเรือนจากไฮเทคเซรามิกขนาด 46 มิลลิเมตร Rado HyperChrome 1616 แสดงถึงความแข็งแกร่ง ที่สอดคล้องกับความเป็นนักสำรวจ ด้วยโทนสีดำที่มีการเพิ่มรายละเอียดสีแดงเข้าไปเล็กน้อย ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีมิติและน่าสนใจ สำหรับกลไกนั้น แน่นอนว่า Rado ที่เป็นหนึ่งในแบรนด์ของเครือ Swatch Group จะนำกลไกขึ้นลานอัตโนมัติจาก ETA มาใช้ และเพิ่มเติมในส่วนของการสำรองพลังงานถึง 80 ชั่วโมง

Rado HyperChrome 1616 | © LWQP

สำหรับ Rado HyperChrome 1616 เรือนนี้ ได้สนนราคาอย่างเป็นทางการไว้ที่ 101,700 บาท

5. Bell & Ross BR 03-92 Steel

ด้วยเอกลักษณ์ของการออกแบบที่อิงกับเครื่องมือของเครื่องบินรบที่มีลักษณะหน้าปัดเป็นสี่เหลี่ยมและขอบมนที่ขันสกรูยึดสี่ตำแหน่ง Bell & Ross ได้สร้างเอกลักษณ์ใหม่ของนาฬิกานักบินให้เกิดขึ้น และสำหรับเรือนที่เราคิดว่าน่าสนใจในงาน Central International Watch Fair 2017 นี้ เป็นรุ่น BR 03-92 Steel ที่นำเสนอได้อย่างเรียบง่าย

Bell & Ross BR 03 – 92 | © LWQP

แม้จะไม่ได้มีฟังก์ชันซับซ้อนอะไรมากมาย แต่ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของ Bell & Ross ทำให้นาฬิกาเรือนนี้สามารถเป็นที่สนใจของคนรอบข้างได้อย่างง่ายดาย ด้วยตัวเรือนจากสเตนเลสสตีลขัดด้านทรงสี่เหลี่ยมขนาด 42 มิลลิเมตร ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นอุปกรณ์การบินของจริง ขับเคลื่อนด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ ที่แสดงผล ชั่วโมง นาที วินาที รวมถึงการแสดงผลวันที่ที่ตำแหน่งระหว่าง 4 และ 5 นาฬิกา

 

Bell & Ross BR 03 – 92 | © LWQP

Bell & Ross BR 03-92 Steel เรือนนี้สามารถกันน้ำได้ 100 เมตร และมาพร้อมกับสายยางที่ให้ลุคแบบสปอร์ต สนนราคาอย่างเป็นทางการที่ 140,000 บาท

 

6. Corum Bubble Elisabetta Fantone

เราเชื่อว่า Corum Bubble เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น ด้วยกระจกที่โค้งนูนขึ้นมาจากตัวเรือน ทำให้เวลาอ่านเวลาจะรู้สึกเหมือนอ่านผ่านแว่นขยายอยู่ และเราได้เลือกนาฬิกาที่ Corum ได้ร่วมมือกับ Elizabetta Fantone นักแสดงและศิลปินหญิงผู้มากความสามารถ โดยเฉพาะความสามารถทางด้านการวาดรูป ซึ่งบนหน้าปัดนั้นเป็นภาพที่ได้รับอิทธิพลจากรูปวาด Mona Lisa โดย Elizabetta Fantone ได้นำมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ จนทีมงานของ LWQP ต้องหยุดมองดู

Corum Bubble Elisabetta Fantone | © LWQP

สำหรับนาฬิกาเรือนนี้ จะมีสองขนาดให้เลือกด้วยกัน คือขนาด 42 มิลลิเมตร และ 47 มิลลิเมตร โดยรุ่นที่เรานำมาขึ้นข้อนี้ จะเป็นรุ่นที่มีตัวเรือนขนาด 47 มิลลิเมตร (Ref. L082/03203 – 082.310.20/0063 EF01) ซึ่งตัวเรือนจะเป็นสเตนเลสสตีล ขับเคลื่อนด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ รุ่น CO 082 ที่เดินด้วยสัญญาณความถี่ 4 Hz สำรองพลังงานลานได้ 42 ชั่วโมง

Corum Bubble Elisabetta Fantone | © LWQP

Corum Bubble Elisabetta Fantone เรือนนี้ สนนราคาอย่างเป็นทางการในไทย ที่  244,200 บาท

7. Casio G-Shock MR-G

ธรรมดาเราไม่ค่อยได้นำเสนอกลุ่มนาฬิกาที่ควอตซ์ หรือกลุ่มนาฬิกาดิจิตอลเสียเท่าไร แต่ทว่า Casio G-Shock เรือนนี้ ที่มีค่าตัวถึง 129,000 บาท ทำให้เราต้องตั้งคำถามอีกครั้งว่า MR-G เรือนนี้ พิเศษอย่างไร?

CASIO G-SHOCK MR.G | © LWQP

ตามที่เราค้นหาข้อมูลมา นาฬิกาเรือนนี้จะมีระบบรักษาเวลาที่เรียกว่า จีพีเอส ไฮบริด เวฟ เซ็ปเตอร์ ที่เป็นระบบรักษาเวลาที่ใช้สัญญาณจาก จีพีเอส และสัญญาณเทียบเวลาระบบคลื่นวิทยุที่ส่งมาจาก 6 สถานีทั่วโลก เพื่อให้นาฬิกาเรือนนี้สามารถแสดงผลได้แม่นยำที่สุด ซึ่งระบบจะเทียบเวลาจากสัญญาณวิทยุเป็นหลัก แต่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณวิทยุ ระบบจะเปลี่ยนไปเทียบเวลากับดาวเทียมแทน ในส่วนของงานประกอบ ถือว่า Casio ทำได้ดีเยี่ยม รวมถึงการใช้โทนสีที่เป็น ทอง แดง และดำ ทำให้เรือนนี้ดูแข็งแกร่ง

CASIO G-SHOCK MR.G | © LWQP

สำหรับ Casio G-Shock Mr.G ถือว่าเป็น Casio เรือนแสนที่ผู้อ่านควรจะเข้าไปลองสัมผัสด้วยตนเองที่งาน Central International Watch Fair 2017

ถ้าหากผู้อ่านคนใด ไม่สามารถเข้าไปชมเรือนเวลาต่าง ๆ ใน Central International Watch Fair 2017 ในส่วนของ The Event Hall ชั้น 3 เซ็นทรัลชิดลม ซึ่งในส่วนของ The Event Hall จะจัดถึงวันที่ 18 กันยายน 2560 แต่โปรโมชันพิเศษ ช้อปฯ นาฬิกา ลดสูงสุด 30%, รับฟรีคูปองส่วนลดแทนเงินสดสูงสุด 80,000 บาท และรับเพิ่มคะแนนสะสมพิเศษ The 1 Card (เดอะวันคาร์ด) สูงสุด 80,000 คะแนน เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข จะมีถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา และเซน