เจาะลึก – ประวัติศาสตร์และเทคโนโลยีเซรามิกของ RADO

ในยุคที่เราสามารถผลิตชิ้นส่วนที่มีความละเอียดและแม่นยำได้ด้วยเครื่อง CNC เทคโนโลยีทางด้านวัสดุเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตนาฬิกาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานสายใยนาฬิกา (hairspring) จากซิลิคอน ทำให้ขีดความสามารถของนาฬิกาในปัจจุบัน มีความเที่ยงตรงที่เหนือกว่ามาตรฐานโครโนมิเตอร์เสียอีก นอกจากในเรื่องของกลไกแล้ว เทคโนโลยีของตัวเรือนที่ก้าวข้ามจากการใช้โลหะมาเป็นอโลหะ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ กราฟีน หรือเซรามิก นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้การพัฒนาขีดความสามารถของกลไก

Rado, Comadur, René Gaens, Fotograf Dresden, Reportagefotografie

แต่ในมุมมองของเรา ตัวเรือนที่เป็นคาร์บอนนั้น ยังคงจำกัดอยู่ในนาฬิกาตลาดบนเท่านั้น เช่นเดียวกับวงการรถยนต์ที่การใช้คาร์บอนไฟเบอร์ ยังคงใช้เฉพาะรถราคาแพงเท่านั้น เพราะเรายังไม่สามารถผลิตตัวเรือนคาร์บอนแบบกระบวนการต่อเนื่องได้ (continuous process) แต่ต้องนำแผ่นคาร์บอนมาซ้อนทับเรียงชั้น จัดรูป และนำเข้าไปอบในห้องความดัน (autoclave) เพื่อให้คาร์บอนไฟเบอร์ในแต่ละชั้นกดทับกันแน่นและผสานกับเรซิ่นเป็นเนื้อเดียว เพื่อคุณสมบัติเชิงกลที่ยอดเยี่ยม แต่ในส่วนเทคโนโลยีของเซรามิกนั้น เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมากกว่า ด้วยความแข็งของพื้นผิวที่เหนือกว่าการใช้โลหะหลายเท่า และหนึ่งในแบรนด์ที่เราต้องเรียกว่าเป็น “ผู้นำ” ในการเริ่มใช้ตัวเรือนเซรามิกนั้น ต้องยกความชอบให้ RADO ที่สามารถมองเห็นโอกาสและตั้งใจพัฒนาเทคโนโลยีตัวเรือนตั้งแต่ปี 1972 จนถึงปัจจุบัน

ตัวเรือนเซรามิกของ RADO | © RADO

พื้นฐานประวัติศาสตร์

ถ้าหากเรามองย้อนไปในเรื่องราวของ RADO เราจะพบว่าจุดเริ่มต้นของแบรนด์นั้นเป็นผู้ผลิตกลไกที่มีคุณภาพ โดยใช้ชื่อบริษัท Schlup & Co. ตามนามสกุลของสามพี่น้อง Fritz, Ernst และ Werner Schlup ที่มีจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 1917 โดย Schlup & Co. นั้นเป็นเพียงผู้ผลิตกลไกเพียงอย่างเดียว และส่งออกให้สหรัฐอเมริกาเพื่อไปประกอบเข้ากับตัวเรือน แต่ด้วยคุณภาพของกลไกที่ยอดเยี่ยม ทำให้ Schlup & Co. สามารถผ่านช่วงวิกฤติ Wall Street Crash ในปี 1929 และข้ามผ่านมรสุมของสงครามโลกครั้งที่สองมาได้

Schlup & Co. | © RADO

ในปี 1947 เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดหักเหที่สำคัญ เพราะ Paul Lüthi นักธุรกิจมากวิสัยทัศน์ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Schlup ในฐานะเขย และมีบทบาทที่ผลักดันให้ Schlup & Co. เริ่มทำการตลาดด้วยสินค้าของตน ทำให้เกิดแบรนด์ exacto ที่ประสบความสำเร็จในตลาดอเมริกาใต้ แต่เนื่องจากคำว่า “exacto” ที่เป็นคำจากภาษาสเปน จึงไม่สามารถจดชื่อทางการค้าได้ Paul Lüthi จึงคิดชื่อใหม่ที่จำและออกเสียงง่ายว่า RADO

Exacto RADO ของ Schlup & Co.

ในยุคที่ความนิยมของนาฬิกานั้นเอียงไปในเรื่องของความสวยงามกลไก และการใช้ตัวเรือนจากวัสดุล้ำค่า RADO นั้นกลับมองเห็นตลาดในเรื่องของคุณภาพและการกันน้ำของนาฬิกาเป็นหลัก และมุ่งที่จะพัฒนาในเรื่องวัสดุของตัวเรือนที่มีความแข็ง ทนทานต่อการขีดข่วน และคงความงดงามยาวนาน จึงเป็นที่มาของรุ่น Diastar ในปี 1972 ที่นำเทคโนโลยี powder metalurgy มาใช้เพื่อขึ้นรูปตัวเรือนจากทังสเตนคาร์ไบด์ แต่ยังคงไม่สามารถผลิตเป็นชิ้นส่วนที่มีส่วนโค้งเว้าซับซ้อนได้ เนื่องจากขีดจำกัดทางวิศวกรรม

RADO Diastar | © RADO

เทคโนโลยีเซรามิกของ RADO

หลังจากความสำเร็จของ Diastar เมื่อปี 1972 ทาง RADO ได้พัฒนาเทคโนโลยีวัสดุตัวเรือนต่อไป ด้วยการนำเซอร์โคเนียมไดออกไซด์ (Zirconium Dioxide, ZrO2) มาผลิตเป็นสายของรุ่น Diastar ในปี 1987 และสองปีให้หลัง 1989 นาฬิกา “Diastar Ceramica” ที่ไม่ได้มาพร้อมกับตัวเรือนและสายเซรามิกเท่านั้น แต่รวมถึงเม็ดมะยมที่ใช้เซรามิกแบบอิทเทรียมสเตบิไลเซอร์โคเนียมออกไซด์ (yttrium stabilized zirconium oxide) โดยใช้เทคนิคการ sintering ในการขึ้นรูปตัวเรือน

Rado, Comadur, René Gaens, Fotograf Dresden, Reportagefotografie

ซึ่งกระบวนการจะต้องนำผงของเซรามิกมาอัดให้ขึ้นเป็นรูป และเผาด้วยอุณหภูมิสูงเพื่อให้เนื้อวัสดุผสานกัน ข้อดีของการ sintering นั้นทำให้ไม่ต้องใช้อุณหภูมิสูงถึงจุดหลอมเหลวของเซรามิก เช่น เซอร์โคเนียมออกไซด์มีจุดหลอมเหลวที่ 2,715ºC ซึ่งในการผลิต แต่อาจจะใช้เพียง 800ºC ในการทำ sintering เท่านั้น เป็นการลดต้นทุนทางเครื่องมือและกระบวนการผลิต

การเผาเซรามิกของกระบวนการ sintering | © RADO
การเผาเซรามิกของกระบวนการ sintering | © RADO

ต่อมาในปี 1993 วัสดุที่ชื่อ cermat ได้เข้ามามีบทบาทกับ นาฬิกา Rado Sintra ซึ่งจะมีการผสมไทเทเนียมเข้าไปเพื่อที่จะปิดจุดอ่อนในเรื่องของความเปราะของเซรามิก โดยคำว่า cermat มาจากสมาสคำว่า ceramic และ metal ในปี 1998 ทาง Rado ได้ใช้เทคโนโลยีทางพื้นผิวที่ใช้พลาสม่า (plasma surface treatment) จึงทำให้นาฬิกาเซรามิกของ Rado นั้นมีสีสันได้หลากหลายและมีความเงางามเช่นเดียวกับโลหะมีค่า

Plasma Treatment ของชิ้นส่วนนาฬิกาที่เป็นเซรามิก | © RADO

ปัจจุบัน RADO ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า เทคโนโลยีของ RADO ได้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ตัวเรือนเซรามิกนั้นมีคุณภาพ ทนทานต่อการกระแทกและรอยขีดข่วนทุกชนิด และเราหวังว่าผู้อ่านของเราจะมีความเข้าใจในเรื่องนาฬิกาเซรามิกมากยิ่งขึ้น ในบทความนี้ครับ

ตัวเรือนและสายเซรามิกของ RADO | © RADO
ติดตามบทความใหม่ ๆ พร้อมค้นหารีวิวที่ถูกใจ เพียงแค่สมัครสมาชิกผ่าน Facebook Messenger ของ LWQP เข้าไปที่ https://m.me/lwqpwatch แล้วเริ่มต้นการใช้งานได้ทันที!