เปิดตัว – Oris Artelier Calibre 113

หลังจาก Oris เฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปีของตนไปเมื่อปี 2014 อย่างน่าจับตาด้วยการเปิดตัวกลไก in-house ในชื่อรุ่น Calibre 110 ซึ่งเป็นกลไก in-house แรกหลังจากห่างหายจากการพัฒนาด้วยตนเองไปยาวนานถึง 40 ปี ในมุมมองของ LWQP นั้น การมาถึงของ Calibre 110 จึงเป็นเหมือนสัญญะของ Oris ถึงการผลิตกลไกแบบ in-house ที่จะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่กับแบรนด์นาฬิการะดับสูงเท่านั้น

Oris Calibre 113 | © Oris

การชะงักงันของ Oris นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิฤตการณ์ควอทซ์ (Quartz Crisis) จากการที่ Seiko เริ่มผลิตนาฬิกาควอทซ์ออกมาวางจำหน่าย ซึ่งทำให้แบรนด์นาฬิกาสวิสต่างๆ ต้องล้มหายตายจากไปจำนวนมาก Oris เองก็เช่นเดียวกันที่หลงทางและยอมจำนนให้กับกระแส แต่ทว่าหลังจากการเข้าซื้อของ Rolf Portmann และ Ulrich W. Herzog พวกเขาได้ปรับนโยบายของ Oris ใหม่ว่าจะต้องเป็นบริษัทผลิตนาฬิกาจักรกล (Mechanical Watch) ซึ่งการตัดสินใจอันกล้าหาญดังกล่าวนั้นให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อกระทั่งสามารถเจาะตลาดญี่ปุ่นได้

Oris Artelier Calibre 113 | © LWQP

ในงาน Baselworld 2017 ที่ผ่านมานี้ Oris ยังคงสืบสานความภาคภูมิในศาตร์แห่งประดิษฐ์กรรมนาฬิกาแบบดั้งเดิมของตนด้วยการเปิดตัว Calibre 113 ซึ่งเป็นกลไกลำดับที่ 4 ของกลไกตระกูล 110s โดย Calibre 113 นั้นจะมีเอกลักษณ์แตกต่างด้วยการเพิ่มปฏิทินเพื่อธุรกิจ (Business Calendar) รูปแบบใหม่ซึ่งแสดงทั้งวันในสัปดาห์ วันที่ สัปดาห์ และเดือนในแต่ละปี ซึ่งเป็นการนำเสนอชุดรูปแบบฟังก์ชันที่นาฬิกาน้อยรุ่นมากจะเคยทำมาก่อนไม่ว่าจากแบรนด์ใดก็ตาม ในด้านของพลังงานสํารองนั้น Oris  ยังคงรักษาไว้ที่มาตรฐานเดิมด้วยพลังงานยาวนานถึง 10 วัน จากคุณสมบัติข้อนี้ทำให้ Calibre 113 ผ่านเกณฑ์การเป็นนาฬิกาสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ยากเย็น อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยแถบแสดงพลังงานสำรองแบบไม่เชิงเส้น (non-linear power reserve indicator) ซึ่งเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ Oris (บริเวณบนหน้าปัดย่อยข้างตำแหน่ง 2-4 นาฬิกา) รายละเอียดที่ชนะใจของเราไปได้อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของแถบสีแดงด้านบนแถบแสดงพลังงานสำรองที่จะเป็นอีกหนึ่งจุดที่คอยย้ำเตือนให้ผู้ใช้งานทำการขึ้นลานหรือทราบว่าลานนาฬิกากำลังจะหมดลง

Oris Artelier Calibre 113 | © LWQP
Oris Artelier Calibre 113 | © LWQP
Oris Artelier Calibre 113 | © LWQP

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดสถาบันแห่งความเป็นเลิศ (Centre of Excellence) ที่ Oris เพิ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนานวัตกรรมเวลาของตน นับเป็นความใส่ใจที่มุ่งฟื้นฟูส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์และวางรากฐานที่สําคัญสําหรับอนาคตวงการนาฬิกาที่กำลังมาถึงจุดเปลี่ยนใหญ่อีกครั้ง ประธานบริหารสูงสุดของโอริส Ulrich W. Herzog ได้ให้ความเห็นถึงสถาบันแห่งนี้ไว้ว่า

Oris มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และน่าภาคภูมิใจทางด้านศาสตร์แห่งประดิษฐ์กรรมนาฬิกาแบบดั้งเดิม Calibre 113 เป็นอีกก้าวที่ยิ่งใหญ่สําหรับเรา ในการเป็นรุ่นที่สี่ สําหรับนาฬิกาที่รังสรรค์ขึ้นภายในโรงงานของ Oris เองโดยสมบูรณ์มาเป็นเวลานานหลายปี นับเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นยินดีของ Oris รวมไปถึงผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาโอริสด้วย สถาบันแห่งความเป็นเลิศ – Centre of Excellence ของเรานั้น บัดนี้ได้ก่อตั้งขึ้นอย่างสมบูรณ์มั่นคง ที่เป็นเสมือนบ้านสําหรับช่างนาฬิกาที่มากฝีมือ อีกทั้งยังเป็นเสาหลักในการสานต่อพันธกิจที่จะสร้างอนาคตในการเป็นบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาจักรกลของเรา’

Portrait Ulrich W. Herzog, Executive Chairman Oris

กลไกไขลานแบบ Calibre 113 ของ Oris จะแสดงวันในสัปดาห์ผ่านหน้าต่าง ณ ตําแหน่ง 12 นาฬิกา และแสดงวันที่ผ่านหน้าต่าง ณ ตําแหน่ง 9 นาฬิกา ในขณะที่ชุดเข็มกลางหน้าปัดยังคอยทำหน้าที่ชี้บอกสัปดาห์และเดือน อ่านถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงอาจจินตนาการภาพถึงนาฬิกาที่มีหลากหลายปุ่มกดด้านข้างตัวเรือนเพื่อควบคุมกลไกปฏิทินวันที่ของ Oris แต่เปล่าเลย ทุกกลไกของ Calibre 113 นั้นสามารถกระทำผ่านเพียงเม็ดมะยมเพียงแค่ปุ่มเดียว LWQP เล็งเห็นว่านอกจากการออกแบบจะอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีและความภาคภูมิใจแล้ว Oris ยังคำนึงถึงการใช้งานที่สะดวกและการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้จริงด้วยเช่นกัน

Oris Artelier Calibre 113 | © LWQP

Oris Artelier Calibre 113 มาพร้อมกับตัวเรือนสเตนเลสสตีล ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มิลลิเมตร กรุด้วยกระจกแซฟไฟร์ มีความสามารถในการกันน้ำได้ 50 เมตร (5 บาร์) และสนนราคาในไทยอย่างเป็นทางการที่ 251,900 บาท

สามารถคุยได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะ "สะสม" หรือ "ลงทุน" นาฬิกา ที่ "LWQP SOCIAL"

สมัครเข้ากลุ่ม คลิกที่นี่ >>LWQP SOCIAL<<

เกี่ยวกับ Kittichart Boonyapakdi

Kittichart Boonyapakdi
กิตติชาติ บุณยะภักดิ์ ป.ตรี คณะเภสัชศาสตร์ มศว หลังจากที่ได้จับนาฬิกาพก Zenith S.A.B ของปู่เป็นครั้งแรกทำให้ผู้เขียนคิดว่านาฬิกาแต่ละเรือนนั้นล้วนต่างมีประวัติและที่มากันทุกเรือน การออกแบบมีเหตุและผลเป็นที่ตั้งเสมอ ผู้เขียนจึงเลือกที่จะศึกษาและค้นคว้าข้อมูลและจุดเชื่อมโยงต่าง ๆ เข้ามาประกอบกัน และด้วยประสบการณ์การเขียนบทความลงในนิตยสาร TopGun, ต่วยตูนพิเศษและไทยรัฐให้เป็นประโยชน์ จึงทำให้เนื้อหาของเรือนเวลาต่าง ๆ บนเว็บไซต์ www.luxurywatchesthailand.com มีมุมมองทางด้านประวัติศาสตร์จากความเข้าใจจริง