7 เรือนใหม่ A. Lange & Söhne (ข้อมูล, ภาพเรือนจริง และราคา)

เราไม่สามารถปฎิเสธได้ ว่า A. Lange & Söhne คือที่สุดแห่งเยอรมัน ด้วยความประณีตของงานขัดแต่งที่ทำสร้างความโดดเด่นดึงดูดสายตาทุกคู่ที่ได้จ้องมอง รวมถึงคุณภาพและความซับซ้อนของกลไกที่แสดงศักยภาพของวิศวกรรมจากประเทศเยอรมนี และในปี 2019 นี้ เป็นโชคดีของประเทศไทย ที่ทางแบรนด์ได้จับมือกับเพนดูลัม เปิดตัวบูติกอย่างเป็นทางการแห่งแรกของ A. Lange & Söhne ในประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ที่สยามพารากอน เป็นบูติกที่สองในภูมิภาคนี้ (บูติกที่สิงคโปร์ เปิดตัวปี 2012) โดยบูติกในไทย แม้หลาย ๆ คนได้เห็นมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แต่วันเปิดตัวอย่างเป็นทางการคือวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562

เนื่องจากงานเปิดของบูติก ทางทีมงานของ A. Lange & Söhne จึงได้นำนาฬิการุ่นใหม่ทั้ง 7 เรือน มาให้ทาง LWQP ได้สัมผัส ถ่ายรูป และเก็บข้อมูลของแต่ละเรือนอย่างละใกล้ชิด เรามาดูกันว่า เรือนใหม่ของ A. Lange & Söhne ในปี 2019 นี้ จะน่าสนใจเพียงไร

LANGE 1 “25th Anniversary”

ราคา 1,616,000 บาท

หลังจากการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน Walter Lange เหลนของ Ferdinand Adolph Lange ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผู้มองเห็นโอกาสในการสร้างฝันให้เป็นจริง ร่วมกับหุ้นส่วน Gunter Blumlein คืนชีพตำนานอันยิ่งใหญ่ที่เริ่มต้นในปี 1845 โดยก่อตั้งบริษัทและโรงงานขึ้นใน Glashütte เพื่อสร้างสรรค์นาฬิการะดับโลกอีกครั้งภายใต้ชื่อ A. Lange & Söhne

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Lange 1 ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องในหลายรุ่น โดยคงเอกลักษณ์สำคัญในเชิงดีไซน์ไว้เสมอ เพิ่มเติมด้วยฟังก์ชันและชุดกลไกใหม่ จนมาถึงวันนี้ Lange 1 มีอายุครบ 25 ปีพอดี A. Lange & Söhne จึงได้รังสรรค์คอลเลคชั่นพิเศษ Lange 1 ‘25th Anniversary’ Edition ที่วางแผนไว้ว่าจะมีด้วยกัน 10 รุ่น เพื่อเฉลิมฉลองให้กับผลงานระดับเรือธงที่เคยคว้ารางวัลมาแล้ว โดยเปิดตัวรุ่นแรกกับตัวเรือนทองคำขาว 18k ที่ผลิตจำกัดเพียง 250 เรือน

LANGE 1 “25th Anniversary” รุ่นแรกเผยโฉมในดีไซน์นาฬิกาแบบ Hunter Case ที่มีฝาปิดด้านหลัง ในตัวเรือนขนาด 38.5 มิลลิเมตร และนำนักสะสมกลับสู่ประวัติศาสตร์สำคัญของแบรนด์ในรายละเอียดต่างๆ ทั้งพื้นหน้าปัดเงินที่พิมพ์ตัวเลขชั่วโมง ขีดเครื่องหมายและตัวเลขแสดงวันที่ในช่องหน้าต่าง ในโทนสีฟ้าสวย รับกับชุดเข็มที่เป็นบลูสตีลที่นำสตีลไปเผาจนเป็นสีฟ้า รวมถึงสายหนังสีฟ้าที่เย็บริมด้วยด้ายสีเทา

ขณะที่ฝาปิดทำด้วยทองคำขาว 18k เช่นกัน แกะสลักภาพสำนักงานใหญ่ของ Lange ในปี 1873 และชื่อของผู้ก่อตั้งยุค 2 คือ Walter Lange และ Günter Blümlein กับคำจารึก ’25 YEARS LANGE 1’ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อเปิดฝาด้านหลังก็จะพบกับความงามสะดุดตาของกลไกไขลาน คาลิเบอร์ L121.1 ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี 2015 ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง มาพร้อมโมดูลของกลไกวันที่ขนาดใหญ่ในแบบ Jumping date และสปริงสายใย Lange กับลูกเบี้ยวสมดุลขนาดใหญ่ที่ทำให้การแสดงค่าเที่ยงตรงแม่นยำยิ่งกว่า รวมถึงตลับลานคู่ให้การสำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง คล้ายกับระบบของกลไกไขลาน คาลิเบอร์ L901.0 ที่บรรจุใน Lange 1 รุ่นแรก ทุกชิ้นส่วนกลไกยังได้รับการขัดแต่งอย่างประณีต ทั้งแท่นเครื่องสามส่วนสี่ซึ่งผลิตจากเงินเยอรมันที่ไม่ผ่านการชุบ หลุมทับทิมทองคำ 8 หลุม และ balance cook ที่แกะสลักด้วยมือในลวดลายเถาวัลย์ และพิเศษยิ่งกว่ากับงานแกะตัวเลข ‘25’ พร้อมลงยาสีฟ้าที่นับเป็นครั้งแรกของแบรนด์ซึ่งทำให้ดูโดเด่นสะดุดตา

GRAND LANGE 1 MOONPHASE “25th Anniversary”

ราคา 1,678,000 บาท

Grand Lange 1 Moon Phase “25th Anniversary” ความพิเศษจากดวงจันทร์และท้องฟ้ายามค่ำคืนที่แกะสลักด้วยมืออย่างประณีตเป็นครั้งแรก รวมไปถึงหน้าปัดสีเงินที่ผลิตจากเงินทั้งชิ้น และตัวเลขสีฟ้าเอกลักษณ์ จับคู่กับสายสีน้ำเงินเย็บริมด้วยด้ายสีเทาที่ลงตัวและเข้ากันในทุกอย่าง และผลิตเพียง 25 เรือนเท่านั้น

ตัวเรือนผลิตจากทองขาว 18k ขนาด 41.0 มิลลิเมตร หนา 9.4 มิลลิเมตร ซึ่งใหญ่กว่า Lange 1 Moon Phase รุ่นคลาสสิก พื้นหน้าปัดจัดวางอย่างลงตัวในสไตล์ของ Lange 1 พร้อมการแสดงเวลาข้างขึ้นข้างแรมที่เที่ยงตรงยาวนาน 122.6 ปีโดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อนและย้ายตำแหน่งจากที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวงหน้าปัดแสดงวินาที มาอยู่ในตำแหน่งหลักของการแสดงชั่วโมงและนาที ย้ำความสำคัญของเวลาพระจันทร์ในผลงานนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอที่จะอวดความงามของฟังก์ชันพระจันทร์ ซึ่งโดดเด่นด้วยดาว 6 ดวงและจุดที่แทนความสว่างของดวงดาวอีกมากมายที่ล้วนแกะสลักด้วยมือบนแผ่นทองคำขาว 18k ที่นับเป็นครั้งแรกของแบรนด์ด้วย พระจันทร์ที่วางบนแผ่นทองคำสะท้อนความงามเปี่ยมเอกลักษณ์ในแบบ 3 มิติของภาพในยามค่ำคืนที่น่าหลงใหล

พลิกด้านหลังจะเห็นอีกความงามสุดประณีตจองกลไกไขลาน คาลิเบอร์ L095.3 พัฒนาและผลิตขึ้นภายในโรงงาน ได้รับการขัดแต่งชิ้นส่วนอย่างประณีต แท่นเครื่องและสะพานจักรเด่นด้วยเอกลักษณ์ของเงินเยอรมันที่ไม่ได้ผ่านการชุบ คอหงส์สมดุลแกะสลักด้วยมือในลายเถาวัลย์และตัวเลข 25 สีฟ้า พร้อมความสามารถสำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง

LITTLE LANGE 1 “25th Anniversary”

ราคา 1,312,000 บาท

ผลงานรุ่นที่ 3 ที่มาร่วมฉลอง Little Lange 1 ‘25th Anniversary’ ผลงานที่มีขนาดตัวเรือนเล็กที่สุดของตระกูล Lange 1 เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา

นับจาก Lange 1 ได้รับการออกแบบและเปิดตัวครั้งแรกในปี 1994 จากนั้นก็พัฒนาต่อเนื่องมาอีกหลายรุ่น โดยผลงานรุ่นเล็กสุดอย่าง Little Lange 1 ถูกแนะนำในฐานะสมาชิกของคอลเลคชั่นแห่งตำนานเป็นครั้งแรกในปี 1998 ในขนาดตัวเรือนขนาด 36.8 มิลลิเมตร เล็กกว่ารุ่นคลาสสิกดั้งเดิมของ Lange 1 เพียง 1.7 มิลลิเมตร และ Little Lange 1 ‘25th Anniversary’ รุ่นพิเศษนี้ก็ยังคงขนาดเท่าเดิม เพิ่มเติมคือดีไซน์เอกลักษณ์ของรุ่นฉลอง 25 ปีให้กับ Lange 1 ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนที่ผลิตจากทองขาว 18k พื้นหน้าปัดสีเงินบนแผ่นเงินทั้งชิ้น ตัวเลข ขีดเครื่องหมายและชุดเข็มสีฟ้า รวมถึงตัวเลขแสดงวันที่ใน outsize date และลายเถาวัลย์และตัวเลข 25 บนคอหงส์สมดุลที่ล้วนเป็นสีฟ้า เพราะผลงานรุ่นแรกของ Lange 1 ก็ใช้ตัวพิมพ์สีฟ้า สีฟ้าจึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมต่อระหว่างประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่สู่ปัจจุบันและอนาคตของ Lange 1

พื้นหน้าปัดสีเงินสะท้อนรูปแบบของ Lange 1 ในดีไซน์อสมาตรที่มีความสมมาตรไว้อย่างครบถ้วน ทั้งการแสดงเวลาหลักชั่วโมงและนาทีเยื้องศูนย์ เชื่อมกับวงหน้าปัดย่อยแสดงวินาที วันที่ outsize date มาตรวัดพลังงานสำรองโค้งริมหน้าปัดเชื่อมต่อกับชื่อแบรนด์ ด้านหน้าผนึกกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ป้องกันรอยขีดข่วน เช่นเดียวกับด้านหลังที่เผยให้เห็นการทำงานของกลไกไขลาน คาลิเบอร์ L121.1 ที่มาพร้อมระบบ Oscillation system ที่ครบถ้วนทั้งความสมดุลของลูกเบี้ยวที่ทนต่อแรงสะเทือนได้ดี สปริงสายใยที่ผลิตขึ้นภายในโรงงาน การทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง ระบบปรับจังหวะการทำงานที่แม่นยำ ทั้งยังงดงามประณีตด้วยการขัดแต่งเหลี่ยมมุมด้วยมาตรฐานของ Lange ปรับตั้งความเที่ยงตรง 5 ตำแหน่ง จำกัดการผลิตเพียง 25 เรือนทั่วโลก

RICHARD LANGE JUMPING SECONDS

ราคา 2,625,000 บาท

Richard Lange Jumping Seconds ผลงานที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 ที่สร้างอัตลักษณ์อันแข็งแกร่งให้กับคอลเลคชั่น ทั้งจากดีไซน์บนพื้นหน้าปัด เครื่องหมายเตือนพลังงานสำรอง รวมถึงกลไก jumping seconds พร้อมระบบ Zero-reset แบบแผนกลไกชุดแรกที่ Ferdinand Adolph Lange ปู่ทวดของ Walter Lange คิดค้นขึ้นในปี 1867 ครั้งนี้ Richard Lange Jumping Second กลับมาอีกครั้งในผลงานรุ่นใหม่ กับตัวเรือนทองขาว 18k จับคู่กับพื้นหน้าปัดดำสนิท

อาจเรียกได้ว่ากลไก jumping seconds เป็นหนึ่งในความฝันที่กลายเป็นจริงของ Walter Lange ทายาทคนสุดท้ายที่พลิกฟื้นแบรนด์ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แบบแผนกลไกนี้ยังเป็นหนึ่งในสิทธิบัตรแรกของเยอรมันที่ A. Lange & Söhne ได้รับมาในปี 1877 ที่นอกจากเข็มวินาทีจะเคลื่อนที่แบบกระโดดแล้ว ยังมาพร้อมระบบ Zero-Reset ให้รีเซ็ตค่ากลับศูนย์ได้เมื่อดึงเม็ดมะยมเพื่อตั้งเวลา

Richard Lange Jumping Seconds ยังเป็นผลงานที่สะท้อนถึงแนวคิดของการเฝ้าสังเกตการณ์ในศตวรรษที่ 21 ด้วยการผสานกลไก constant-force escapement สำหรับการแสดงวินาที เข้ากับเข็มวินาทีแบบกระโดด และฟังก์ชันการเซ็ตค่าศูนย์ของเข็มวินาทีเมื่อดึงเม็ดมะยมเพื่อตั้งเวลา แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความเที่ยงตรง แม่นยำ คมชัดและน่าเชื่อถือ ด้วยการทำงานของกลไกไขลาน คาลิเบอร์ L094.1 ที่รวมกลไกซับซ้อนทั้ง 3 ให้ทำงานร่วมกัน โดยการส่งพลังงานไปยังชิ้นส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่องด้วยกำลังลานสำรองนานสูงสุด 42 ชั่วโมง เพื่อขับเข็มวินาทีจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่ง 86,400 ครั้งต่อวัน รวมถึงการเปิดใช้งานฟังก์ชัน Zero-Reset 

ZEITWERK DATE

ราคา 3,201,000 บาท

Zeitwerk เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 และนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการเริ่มต้นยุคใหม่ในการประดิษฐ์นาฬิกาของ A. Lange & Söhne ผลงานที่ดูสวยงามและไม่น่าจะซับซ้อนในเชิงการผลิต แต่ความจริงแล้วการพัฒนากลไกจักรกลเพื่อรองรับการแสดงผลลัพธ์ของตัวเลขไม่ง่ายอย่างที่คิด ปัญหาสำคัญคือการสร้างแหล่งพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการในการเปลี่ยนของตัวเลขในทุกนาทีบนแผ่นจานคู่ รวมไปถึงการเปลี่ยนของตัวเลขชั่วโมงของแผ่นจานขนาดใหญ่ ที่ล้วนต้องใช้พลังงานมากกว่าการขับของชุดเข็ม ด้วยเหตุนี้ A. Lange & Söhne จึงพัฒนาระบบ Constant-force escapement ขึ้นมาควบคุมแรงขับจักรเอสเคปเม้นท์ เพื่อให้การเลื่อนแผ่นจานของตัวเลขทำงานได้อย่างแม่นยำและมีความเสถียรมั่นคง แม้ในช่วงเวลาที่ทั้ง 3 แผ่นเลื่อนพร้อมกันเมื่อเปลี่ยนชั่วโมงใหม่ การส่งกำลังก็ยังมั่นคงและราบรื่น ทำให้ทุกค่าการแสดงไม่คลาดเคลื่อนแม้เสี้ยวนาที จึงไม่แปลกที่ Zeitwerk จะคว้ารางวัลทั้งในเชิงดีไซน์และจากความยอดเยี่ยมของกลไกมาหลายรางวัล

Zeitwerk Date รุ่นฉลอง 1 ทศวรรษ อวดความงามร่วมสมัยในตัวเรือนทองขาว 18k ขนาด 44.2 มิลลิเมตร พื้นหน้าปัดสีเทาสวย เด่นด้วยเอกลักษณ์ของคอลเลคชั่นกับช่องหน้าต่างแสดงเวลาชั่วโมงและนาทีแบบกระโดด พร้อมวงแหวนที่ผลิตจากกระจก พิมพ์ตัวเลขวันที่ 1-31 โดยวันที่ปัจจุบันจะปรากฏเป็นตัวเลขสีแดง ซึ่งเป็นผลจากส่วนเล็กๆ สีแดงที่อยู่ใต้วงแหวนวันที่ ซึ่งจะเคลื่อนที่หนึ่งสเต็ปอย่างแม่นยำในเวลาเที่ยงคืน เพื่อเปลี่ยนสู่วันใหม่ ดังนั้น ในช่วงเวลาหนึ่งเดือน ส่วนสีแดงจะหมุนไปครบรอบใน 31 วัน ทำให้การอ่านค่าได้ชัดเจนที่สุด และยังทำให้ดีไซน์นี้จะกลายอีกรูปแบบหนึ่งที่สร้างการจดจำ และเพราะ Zeitwerk Date เป็นระบบปฏิทินปกติที่ไม่ได้ปรับตั้งเองอัตโนมัติ ในเดือนที่มีเพียง 30 วันหรือเดือนกุมภาพันธ์ที่แสนสั้น ก็สามารถปรับตั้งวันที่ได้ง่ายๆ ด้วยปุ่มกดตั้งวันที่ข้างตัวเรือนที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกา เมื่อกดปุ่มวันที่จะยังไม่เปลี่ยน แต่จะเปลี่ยนเมื่อปุ่มกดถูกปล่อยออก เพื่อให้การเปลี่ยนมีความปลอดภัยและรักษาความแม่นยำของตำแหน่งตัวเลขนั่นเอง

สำหรับทีมพัฒนาของ A. Lange & Söhne ผลงานที่โดดเด่นอย่าง Zeitwerk เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการแสดงฝีมือ ด้วยตัวเลขนาดใหญ่บนแผ่นจานที่แสดงชั่วโมงและนาที กับวงแหวนแสดงวันที่ที่ต้องส่วนสีแดงต้องหมุนรอบหน้าปัด จึงเป็นไปไม่ได้ที่กลไกที่มีอยู่จะเชื่อมทั้งการแสดงเวลาให้ทำงานร่วมกับวันที่ได้ เป็นเหตุผลที่แบรนด์ต้องออกแบบชุดกลไกใหม่ เพื่อให้การทำงานของวันที่บนวงแหวนแบบกระโดด (jumping date) ให้ทำงานอย่างลงตัวกับดีไซน์เอกลักษณ์ของการแสดงเวลาในแบบดิจิตอลของ Zeitwerk ด้วยนวัตกรรมด้านเทคนิคที่เพิ่มปุ่มในตำแหน่ง 4 นาฬิกา เพื่อแยกไว้สำหรับการตั้งเวลาชั่วโมงที่รวดเร็วยิ่งกว่า ไม่ต้องเสียเวลาหมุนเม็ดมะยมเป็นเวลานานต่อการเปลี่ยนในรอบ 24 ชั่วโมงแบบนาทีต่อนาที การเพิ่มปุ่มสำหรับเปลี่ยนชั่วโมงยังเกี่ยวข้องกับการปรับดีไซน์ด้วย เพื่อให้การเปลี่ยนชั่วโมงเป็นอิสระจากวงจรสลับของชุดกลไก คลัตซ์จะปลดวงแหวนชั่วโมงออกจากกลไกของตัวเลขกระโดดในแต่ละครั้งกดปุ่ม และจะเปลี่ยนชั่วโมงใหม่เมื่อปุ่มถูกปล่อย เช่นเดียวกับการตั้งวันที่

A. Lange & Söhne ยังพัฒนากลไกไขลานชุดใหม่ คาลิเบอร์ L043.8 ที่คงความงดงามประณีตในเชิงสถาปัตยกรรมกลไก โดยยังคงระบบ Constant-force escapement ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว ด้วยชิ้นส่วนนี้จะสร้างความสมดุลของการส่งกำลังที่เท่ากันตลอดระยะเวลาการทำงาน นอกจากนี้ยังส่งแรงขับนาทีต่อนาทีในการเปลี่ยนตัวเลขของ 3 แผ่นจานในการแสดงเวลาแบบจั๊มปิ้งอย่างแม่นยำ กลไกไขลานชุดนี้ ประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งสิ้น 516 ชิ้น ทำงานด้วยความถี่ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง ความสมดุลของแคมที่ทรงตัวทนต่อแรงกระแทก สปริงในตลับลานคุณภาพสูงผลิตจากโรงงาน สำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง คงเอกลักษณ์ของแท่นเครื่องสามส่วนสี่ที่ผลิตจากเงินเยอรมันไม่ผ่านการชุบ คอหงส์สมดุลแกะสลักด้วยมือโดยช่างชั้นครู เผยให้ชมอย่างเต็มตาผ่านฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ ประกอบสายหนังสีน้ำตาล

LANGEMATIK PERPETUAL HONEYGOLD

ราคา 2,944,000 บาท

HONEYGOLD ทองคำสีน้ำผึ้งสูตรพิเศษที่ A. Lange & Söhne คิดค้นและพัฒนาขึ้น มีคุณสมบัติที่แกร่งทนกว่าทองคำผสมทั่วไป และให้โทนสีที่อบอุ่นและงามสง่ายิ่งกว่า ซึ่งเกิดจากการเติมแร่และการใช้ความร้อนด้วยกระบวนการพิเศษ ซึ่งแบรนด์จดทะเบียนการค้าสำหรับวัสดุในชื่อ Honeygold ไว้เรียบร้อย และล่าสุดทองคำสีน้ำผึ้งก็เผยความงามอีกครั้งกับผลงานพิเศษ Langematik Perpetual HoneyGold ที่ผลิตจำกัดเพียง 100 เรือนเท่านั้น

ผลงานล่าสุดที่เปิดตัวในปีนี้กับทองคำสีน้ำผึ้ง Honey gold วัสดุล้ำค่าที่แกร่งกว่าทองคำทั่วไปของ Langematik Perpetual ที่ไม่เพียงแต่ใช้ทองคำสีน้ำผึ้งผลิตตัวเรือนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเม็ดมะยม ชุดเข็ม รวมถึงตัวเลขโรมัน ขีดเครื่องหมาย และตัวพับล็อกสายก็ล้วนเป็นทองคำสีน้ำผึ้งทั้งหมด ทั้งยังผลิตจำนวนจำกัดเช่นกัน เพียง 100 เรือนเท่านั้น เผยโฉมในตัวเรือนขนาด 38.5 มิลลิเมตร ที่ได้รับการขัดแต่งให้มีมิติด้วยการขัดเงาในส่วนขอบตัวเรือนและข้อต่อสาย ในขณะที่ตัวเรือนส่วนกลางงดงามด้วยแถบริ้วเส้นตรงที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ในความหนาของตัวเรือน 10.2 มิลลิเมตร ที่ลงตัวอย่างยิ่งเมื่ออยู่บนข้อมือ

Langematik Perpetual เผยความซับซ้อนของฟังก์ชันปฏิทินร้อยปี ที่ไม่ต้องปรับตั้งระบบปฏิทินตราบที่ยังมีพลังลานไปจนถึงปี .. 2100 บนพื้นหน้าปัดเงินในโทนสีเงินที่มีมิติจากความแตกต่างของลายบนกรอบวงแหนที่ประดับด้วยตัวเลขโรมันและขีดเครื่องหมาย ในขณะที่วงหน้าปัดย่อย 3 วงจัดวางอย่างสมดุล โดยแสดงเดือนและปีอธิกสุรทินบนหน้าปัดย่อยที่ 3 นาฬิกา แสดงวันที่และวันในสัปดาห์รวมถึงเวลากลางวันกลางคืนบนหน้าปัดย่อยที่ 9 นาฬิกา ครบถ้วนด้วยการแสดงเวลาข้างขึ้นข้างแรมตามวงโคจรของดวงจันทร์ที่แม่นยำโดยไม่ต้องปรับตั้งตราบที่มีพลังงานเพียงพอยาวนานไปอีก 122.6 ปี พร้อมการแสดงวินาทีที่มาพร้อมระบบหยุดเข็มวินาที โดยผู้ใช้ยังสามารถปรับตั้งค่าระบบปฏิทินได้ด้วยปุ่มหลักข้างตัวเรือนที่ 10 นาฬิกาด้วย

DATOGRAPH PERPETUAL TOURBILLON

ราคา 9,967,000 บาท

เมื่อ A. Lange & Söhne เปิดตัวที่สุดแห่งความซับซ้อนของ Datograph Perpetual Tourbillon เป็นครั้งแรกในปี 2016 ในตัวเรือนแพลทินัมที่จับคู่กับพื้นหน้าปัดสีดำ สะกดทุกสายตาด้วยการผสาน 3 ความซับซ้อนที่ผสานไว้ในเรือนเดียว ปีนี้ Datograph Perpetual Tourbillon ได้รับการรังสรรค์ใหม่อีกครั้งในตัวเรือนทองขาว 18k จับคู่กับพื้นหน้าปัดทำด้วยทองคำสีชมพู 18k

Datograph Perpetual Tourbillon ชื่อผลงานที่สะท้อนถึงศักยภาพทางเทคนิคกลไกอันยิ่งใหญ่จากการผสาน 3 ความซับซ้อนของสุดยอดฟังก์ชันเข้าไว้ด้วยกัน Datograph หมายถึงฟังก์ชันการจับเวลาในระบบโครโนกราฟที่มาพร้อมการรีเซ็ตค่าอย่างรวดเร็วและแม่นยำของกลไกฟลายแบ็ค รวมทั้งการจับเวลาระดับนาทีแบบกระโดดบนหน้าปัดย่อย กับการแสดงวันที่ขนาดใหญ่แบบ Großdatum ซึ่งผสานรวมเข้ากับ Perpetual ที่หมายถึงฟังก์ชันการทำงานของระบบปฏิทินตลอดกาล อีกหนึ่งความซับซ้อนที่ทำให้ระบบปฏิทินสามารถปรับตั้งได้โดยอัตโนมัติ ทั้งวันที่ วันในสัปดาห์ เดือน ปีและปีอธิกสุรทิน

จากผลงานรุ่นแรกในตัวเรือนแพลทินัมที่เปิดตัวในปี 2016 ผลงานรุ่นใหม่เรือนนี้นับเป็นรุ่น 2 ที่ผลิตจำกัดเพียง 100 เรือนในตัวเรือนทองขาว 18k ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 41.5 มิลลิเมตร เด่นด้วยพื้นหน้าปัดที่ทำด้วยทองคำสีชมพู 18k เฉดสีใหม่ที่ตั้งใจลดอุณหภูมิของสีทองชมพูลงเล็กน้อยเพื่อให้เกิดความแตกต่าง เพิ่มเสน่ห์ที่น่าหลงใหลยิ่งกว่า และทำให้เฉดสีดูเหมือนสีของปลาแซลมอน ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักสะสมนาฬิกาของโลก ทุกฟังก์ชันการทำงานได้รับการจัดวางบนพื้นหน้าปัดอย่างลงตัว โดยคำนึงถึงความสมดุล ความงดงามและการอ่านค่าได้อย่างชัดเจน แม้จะผสานฟังก์ชันที่แตกต่างไว้ในหน้าปัดย่อยเดียวกัน ก็ยังอ่านค่าได้ชัดเจน โดยวงหน้าปัดย่อยที่ 3 นาฬิกาแสดงค่าการจับเวลานาทีแบบกระโดด พร้อมการแสดงเดือน และปีอธิกสุรทินในช่องหน้าต่าง ส่วนหน้าปัดย่อยที่ 9 นาฬิกาแสดงวินาที พร้อมวันในสัปดาห์และเวลากลางวันกลางคืน การเวลาพระจันทร์อยู่ในตำแหน่ง 6 นาฬิกา และมาตรวัดพลังงานสำรองอยู่ที่ 9-10 นาฬิกา บนขอบพื้นหน้าปัดที่จัดวางให้ต่อเนื่องจากสเกลทาคีมิเตอร์ หรือมาตรคำนวณความเร็ว

Datograph Perpetual Tourbillon เป็นผลงานที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากความสำเร็จที่น่าประทับใจของ Datograph รุ่นแรกที่ได้รับการเปิดตัวในปี 1999 ด้วยการผสมผสานความยอดเยี่ยมของการออกแบบจักรคอลัมน์วีลสุดคลาสสิก หน้าปัดย่อยจับเวลานาทีแบบกระโดดที่แม่นยำ และกลไกเซ็ตค่าที่ฉับไวของระบบฟลายแบ็ค ด้วยรูปแบบการจัดวางอย่างลงตัว แต่เมื่อต้องรวมกับอีก 2 ความซับซ้อน จึงต้องเพิ่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตัวเรือนให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับหน้าปัดย่อยที่ต้องเพิ่มการแสดงค่าของระบบปฏิทินร้อยปีได้อย่างลงตัว โดยมีปุ่มข้างตัวเรือนเพื่อใช้ในการปรับตั้งเวลาพระจันทร์ วันในสัปดาห์และเดือนแบบแยกอิสระ และปุ่มกดที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกาใช้ตั้งระบบปฏิทินแบบองค์รวม เมื่อพลิกชมด้านหลัง นอกจากจะเห็นการทำงานของกลไกทูร์บิญองที่หมุนรอบตัวเองใน 1 นาที พร้อมระบบหยุดเข็มวินาทีแล้ว ก็ยังได้ชมความงามซับซ้อนของกลไกไขลาน คาลิเบอร์ L952.2 ที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานอย่างเต็มตาด้วย กลไกชุดนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากถึง 729 ชิ้น ทำงานด้วยความถี่ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง สำรองพลังงานได้นาน 50 ชั่วโมง พร้อมระบบกันกระแทกด้วยแคมสมดุล คอหงส์สมดุลแสนสวยที่แกะสลักด้วยมืออย่างประณีต A. Lange & Söhne Datograph Perpetual Tourbillon ผลิตจำกัดเพียง 100 เรือน ประกอบสายหนังจระเข้สีน้ำตาลเข้ม และตัวพับล็อกทองขาว 18k เช่นเดียวกับตัวเรือน

และทั้งหมดนี้ คือ 7 เรือนรุ่นใหม่ จาก A. Lange & Söhne ที่ทีมงานเราจัดข้อมูลอย่างเจาะลึก สำหรับผู้อ่านของ LWQP เท่านั้น ถ้าเห็นเพียงรูปแล้วยังไม่เพียงพอ เราแนะนำให้ไปเยี่ยมชมบูติกใหม่ของ A. Lange & Söhne เพื่อข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น

 
สมัครรับข่าวสารส่งตรงถึงมือคุณ กับ LINE@ ของ LWQP คลิกที่นี่ >>@LWQP<<

เกี่ยวกับ LWQP TEAM

LWQP TEAM
ทีมงานของ LWQP นักเขียนในวงการนาฬิกาผู้มีประสบการณ์และให้มุมมองเป็นกลางอย่างแท้จริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *